มองโกเลียตะวันตก ดินแดนทุ่งหญ้าเขียว ของชาวคาซัค

Home » Blog » Asia » มองโกเลียตะวันตก ดินแดนทุ่งหญ้าเขียว ของชาวคาซัค

Western Mongolia – Ulgii – Start to Discover

หลังจากเดินทางตั้งแต่ บ่าย 3 ของเมื่อวาน วันนี้ประมาณ บ่าย3 เหมือนกัน เราก็มายืนอยู่ที่เมืองอุยกีร์ (Ulgii) จุดเริ่มต้นการท่องเที่ยวมองโกเลีย ด้วยความมุ่งหมายจะไปพิชิตเทือกเขาอัลไต (Altay Mountain) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมองโกเลีย รวมเวลา 24 ชั่วโมงกันเลย นั่งเครื่องซะ 3 ต่อกว่าจะมาถึง เริ่มจากกรุงเทพ-ฮ่องกง , ฮ่องกง-อูลานบาตอร์ , และจากอูลานบาตอร์-อุลกี

การเดินทางจากเมืองไทย-มองโกเลียตะวันตก

กรุงเทพ-ฮ่องกง-อูลานบาตอร์-อุลกี

แพลนการเดินทางนี้ต้องยกความดีให้น้องโอ ผู้ริเริ่มแผนการเดินทางให้เราจนสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพราะแต่เดิมเท่าที่เราทราบการเดินทางมามองโกเลียมักจะใช้สายการบินไชน่าแอร์ไลน์ หรือไม่ก็โคเรียนแอร์ แล้วค่อยต่อเข้ามองโกเลียอีกที ซึ่งทั้งสองเส้นทางนั้นค่าเดินทางค่อนข้างสูง และไม่ยืดหยุ่นเท่าการบินเข้าฮ่องกงก่อนแล้วค่อยต่อไปมองโกเลีย และจากเมืองไทยนั้น สายการบินที่ไปฮ่องกงก็มีมากกว่า หลากหลายเวลาให้เลือก ที่สำคัญค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าอีก แผนการนี้กลุ่มเรา 16 คนเลือกเดินทางไปเจอกันที่ฮ่องกงตามแต่สะดวกของสายการบิน และเวลา จากนั้นไปออกเดินทางพร้อมกันที่ฮ่องกง โดยสายการบิน Miat Airlines เพื่อลงที่อูลานบาตอร์ (Ulaanbataar)

Advertisements

บริการเช็คทรู (Check-Tru)

แม้จะไม่ได้เดินทางด้วยสายการบินเดียวกันแต่ สายการบินก็มีบริการเช็คทรู (Check- Through) กระเป๋าเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักเดินทางกันด้วย เช่นอย่างเราที่แม้จะเดินทางคนละสายการบินกรุงเทพ-ฮ่องกง ด้วยคาเธย์แปซิฟิค แล้วบินต่อจากฮ่องกงไปอูลานบาตอร์ด้วย Miat Airlines สามารถสอบถามเพื่อให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกโดยการส่งกระเป๋าไปยังอูลานบาตอร์จากเคาน์เตอร์เช็คอินที่กรุงเทพได้เลย ทำให้เราไม่ต้องออกไปรับกระเป๋าที่ฮ่องแล้วเช็คอินใหม่อีกครั้ง เมื่อถึงฮ่องกงก็เพียงแค่ไปติดต่อเคาน์เตอร์ที่สนามบินออก Boarding pass แล้วขึ้นเครื่องต่อได้ทันที ลดขั้นตอนผ่านเข้าออก immigration หรือถ้าจะออกมาเดินเล่น (ถ้ามีเวลา) ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องกระเป๋าใบใหญ่ของเราค่ะ


แต่ก็นั่นแหละค่ะ กระบวนการเช่นนี้มักจะสร้างความหวาดเสียวให้นักเดินทางได้เสมอ เพราะกระเป๋าอาจหลุด และไม่มาถึงพร้อมเราได้เช่นกัน โชคดีที่คาเธย์ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ฮ่องกงแอร์ไลน์ของเพื่อนๆนั้นทำพลาดจนได้ แถมเป็นของเพื่อนกลุ่มใหญ่ที่ใช้บริการสายการบินนี้กันซะด้วย ความสนุกสนานสับสนอลหม่านของทริปนี้จึงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกที่มาถึงมองโกเลียกันเลยทีเดียว เมื่อกระเป๋ามาช้ากว่า 1 วัน การติดต่อกับสายการบินในต่างบ้านต่างเมืองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นับว่ายังโชคดีบ้างที่เรามาเที่ยวโดยมีเอเย่นต์ทางนี้คอยติดต่อประสานงานให้ ถ้ามาเดี่ยว เที่ยวเอง คงเหนื่อยน่าดู

ผิดแผนเพราะโรควัวบ้า

แล้วแผนการเดินทางสำคัญของเราที่วางแผนกันมากว่าครึ่งปี ที่มีเป้าหมายเพื่อเดินเขาในเขตมองโกเลียตะวันตกเพื่อไปชม Potanine glacier ของเราก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้น เพราะก่อนเราจะมาถึงมีวัว 11 ตัวตายแถวๆ เทือกเขาอัลไต ทำให้ทางการประกาศปิดอุทยานแห่งชาติ Altai Tavan bogd ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นทางที่เราจะไปเทรคกัน อุตสาห์ฟิตร่างกาย ซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆมาเต็มกระเป๋า หวังจะได้เทรคเหนือเทือกเขาอัลไต เทือกเขาที่เราคนไทยเคยกล่าวอ้างว่าเป็นที่มาของชาวไทยซะหน่อย

เทือกเขาอัลไตมีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 636,200 เฮกตาร์ ครอบคลุมทั้งเมือง Bayan-Ulgii, Tsengel Soum, Ulaanhus Soum, Sagsai Soum และ Altai Soum โดยมี Khuiten Uul เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด โดยมีความสูงราว 4,353 เมตร สามารถมองเห็นประเทศจีนและประเทศรัสเซียจากบนยอดเขาแห่งนี้


This photo of Dream Mongolia Tours is courtesy of Tripadvisor

แต่เมื่อมาถึงแล้ว ก็เลยได้แต่ไปตามเส้นทางที่เค้าแนะนำว่าดี ว่าสวย ชมเทือกเขา ทะเลสาบ แม่น้ำ ลำธาร และทุ่งหญ้าทดแทนกันไป เดินตามไกด์ท้องถิ่นพาเราขึ้นรถแวน ลุยท้องทุ่งหญ้า ผ่านขุนเขาของมองโกเลีย ปลอบใจตัวเองไปว่างานนี้ปลายทางไม่ใช่จุดหมาย ยังไงก็ไม่เคยมามองโกเลีย ตรงไหนก็น่าตื่นเต้น น่าสนใจเหมือนกันแ แต่ก่อนอื่นวันนี้ไปเที่ยวอุยกีร์ เมืองที่เรามาถึงกันก่อน ระหว่างรอกระเป๋า และค้างหนึ่งคืนในเกอร์ที่พักหลังออฟฟิศใกล้ๆ

เมืองอุลกี (Ulgii)

เมืองอุลกีเป็นเมืองเล็กมากแต่เป็นเมืองหลวงของเขต Bayan-Olgii Aigmag ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวคาซัค (Kazakh) นับถือศาสนาอิสลาม ชาวคาซัคเข้ามาตั้งรกรากในเขตนี้มานานเกือบ 200 ปี เผชิญความกดดันมากมายทั้งจากรัสเซีย และจีนคอมมิวนิสต์ แต่ในที่สุดก็ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของมองโกเลียในปี 1939 อาคารบ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกสร้างในยุค 1950-1980 เมืองยังได้รับการพัฒนาที่น้อยมากเนื่องจากความห่างไกล การเดินทางที่ไม่สะดวก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2-5วันในการเดินทางระหว่างเมืองนี้กับเมืองหลวงอูลานบาตอร์ และขาดแหล่งทรัพยากรที่สำคัญในการพัฒนา บ้านเรือนที่เมืองนี้เหมือนเมืองหลังสงครามโลก แม้ปัจจุบันจะมีตึกอาคาร โรงแรม ร้านอาหาร ที่สร้างขึ้นใหม่บ้างตามความเจริญที่เข้ามาในประเทศมองโกเลีย แต่ก็ยังไม่มาก ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์ และทำผลิตภัณท์จากสัตว์

หนุ่มสาวหลายคนแต่งกายทันสมัยน่าดูไม่น้อย ประกอบกับรูปร่างที่สูงโปร่งแบบตะวันตก ใบหน้าคล้ายคนจีนแต่คมคาย และมีนัยน์ตาที่สวยงามแบบแขกขาว ซึ่งเป็นเหมือนหลายๆเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกเก่ามาสู่โลกใหม่โดยผ่านภาพความเจริญมาทางข่าวสาร ทีวี อินเตอร์เนต คนส่วนหนึ่งที่มีความรู้ มีความสามารถในการเข้าถึงข่าวสารนั้นวิ่งไปข้างหน้า แต่ยังมีบางส่วนที่ติดอยู่ในยุคเก่าวัฒนธรรมแบบเดิม ใช้วิถีชีวิตคล้ายว่าโลกยังไม่เปลี่ยนไป

ฉันเห็นคนสองกลุ่มนี้อยู่ร่วมกันมากขึ้นในหลายเมือง เป็นมุมที่ดูขัดแย้ง แต่ยังร่วมกันด้วยความสัมพันธ์ของครอบครัว เพื่อนบ้าน คนใกล้ชิดเป็นสายใย ต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนไปและหมุนเร็วขึ้นจริง แต่จะทำอย่างไรให้เราไม่ทอดทิ้งรากเหง้า ทิ้งวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้เบื้องหลังจนถูกลืม หรือไปแสวงหาความเจริญในเมืองอื่นที่ทันสมัยกว่าอันแสนไกล

เงินตรา

มองโกเลียใช้สกุลเงินที่เรียกว่าทุกริก (Tugrik) รหัสคือ MNT โดย 1,000 Tugrik เท่ากับ 17 บาทโดยประมาณ ร้านค้าใหญ่ๆ จะรับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD), ยูโร (EUR), หยวน (CNY) รวมถึงรูเบิลรัสเซีย (RUB) ด้วย แนะนำให้แลกเป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐไปจะสะดวกที่สุด ส่วนราคาค่าอาหารและค่าครองชีพถือว่าไม่ค่อยแตกต่างจากเมืองไทย

อากาศในฤดูร้อน

ขณะที่เราไปเที่ยวเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นฤดูร้อนของมองโกเลีย อากาศกำลังดี ประมาณ 20องศา แต่แดดแรงมาก พอฉันบอกเค้าไปว่าเมืองไทยร้อนกว่านี้อุณหภูมิประมาณ 40 องศา เค้าถึงขั้นตกใจเลยทีเดียว

ไม่เคยมีใครบอก ไม่มีใครพูดถึงว่ามาเที่ยวมองโกเลียจะได้เจอกับกองทัพยุงที่มากมายแบบที่ฉันคาดไม่ถึง แต่ไกด์ซึ่งพาเราไปเที่ยวชมตลาดก็แนะนำให้พวกเราซื้อหมวกกันยุง ไว้ใส่ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เป็นหมวกคลุมใส่ตาข่ายราคาไม่แพงแค่ 40 บาท มีประโยชน์มาก เค้าว่ายุงมีเฉพาะตอนหน้าร้อนเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เพราะแถบนี้เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่จึงมียุงเยอะ ตัวใหญ่ กัดเจ็บด้วย ยุงทำให้ความสุนทรีย์กับการชื่นชมความงามในมองโกเลียลดไปเยอะทีเดียว ดังนั้นมาเที่ยวช่วงนี้ควรมีไว้ค่ะ

ช่วงเวลาที่แนะนำให้มาเที่ยวคือช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.) หรือฤดูร้อน (ก.ค. – ส.ค.) เพราะอากาศจะกำลังเย็นสบายและอาจมีหิมะให้เห็นอยู่บ้างนิดหน่อยหากมาเที่ยวในช่วงฤดูใบไม้ผลิ

ข้อแนะนำสำคัญในการมาเที่ยวช่วงฤดูร้อน

  • หมวกตาข่ายกันยุง
  • ครีมกันแดด
  • ร่ม เพราะมีโอกาสเจอฝนในฤดูนี้
  • ใส่เสื้อผ้าสวมสบาย เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
  • รองเท้าจะต้องพร้อมลุย เพราะสภาพพื้นที่หลากหลายแบบ
  • กระดาษทิชชู่ ผ้าเปียก เผื่อใช้ทั้งเช็ดตัว และเข้าห้องน้ำ ซึ่งต้องทำใจเรื่องห้องน้ำกันสักหน่อย เพราะคนที่นี่ไม่ค่อยนิยมอาบน้ำ และมีห้องน้ำที่สะอาด ฉันแนะนำว่าเข้าทุ่งไปไกลเลยดีกว่า
  • ผ้าเช็ดตัวแห้งเร็ว
  • ไฟฉายคาดศีรษะ หรือ ไฟฉายขนาดเล็กพกพาสะดวก
  • Powerbank หรือแบตเตอรี่สำรอง ยิ่งถ้าออกไปไกลๆ ต้องพักเต็นท์ฺ หรือแค้มป์ที่ตั้งกันเอง อย่างนี้ไม่มีไฟให้ใช้แน่ๆ
  • กระติกกรองน้ำพกพา ระหว่างเดินทางจะผ่านลำธารมากมาย มีกระติกแบบนี้สามารถใช้กรองน้ำได้น้ำสะอาดและมั่นใจในการดื่มระหว่างเดินทาง

คืนแรกเราได้พักผ่อนกันที่เกอร์ ที่พักตามสไตล์ชาวมองโกล หลังจากเดินทางสมบุกสมบันจากเมืองไทย คืนแรกฉันนอนหลับสบาย หลับสนิท เหมือนเพื่อนๆทุกคนที่หน้าตาสดใสในเช้าวันใหม่ก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางสไตล์ Road trip ในมองโกเลียตะวันตกอีกสิบกว่าวันต่อจากนี้ ซึ่งมีทั้งความสมบุกสมบัน ธรรมชาติสวยๆ เสียงหัวเราะ เฮฮา รอเราอยู่ข้างหน้า

อ่านเรื่องอื่นๆการท่องมองโกเลียตะวันตก

Featured Trip

Advertisements
Advertisements

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: