Lunar Travel WorldA Legend of Travel

Train to Lhasa-Tibetan Railway

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

ยอมนั่งรถไฟ 2 วัน 2 คืน เพราะเพลงๆหนึ่งที่ได้ยินเมื่อหลายปีก่อน วาดฝันไว้ว่าถ้าได้นั่งรถไฟไปทิเบต จะฟังเพลงนี้ไปเรื่อยๆ คงเข้ากับบรรยากาศดีแท้ ทั้งๆที่ภาพเมืองลาซาในยุคปัจจุบัน ถ้าใครเคยเห็นรูปที่พระราชวังโปตาลา โอบล้อมไปด้วยตึกสี่เหลี่ยมแท่งๆที่ไม่ได้เข้ากัน เนื่องจากจีนเข้าไปสร้างเมืองซะทันสมัย ถนนสายใหญ่ๆ แต่รอบๆโอบล้อมไปด้วยภูเขาสูงภาพนั้น มันไม่ได้เคยน่าดูสำหรับฉันเลยซักกะนิด เพราะทิเบตในความคิดของฉันมันไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นเลย ทิเบตจึงไม่เคยเป็นปลายทางที่สวยงามอยู่แล้วสำหรับเรา แต่เพราะอารมณ์อยากชิลล์ๆ ดูวิวระหว่างทาง ฟังเพลงคลอเคลีย ก็เลยทำให้เกิดทริปนี้ขึ้นจริงแท้
ขนาดหลายคนทักว่าจะนั่งทำไมนานๆ ส่วนใหญ่เค้าไปขึ้นที่ซิหนิงนั่งแค่ คืนเดียว วิววันแรกก็งั้นๆ วันที่สอง หลังจากซิหนิงไปแล้วจึงจะสวย ให้นั่งเครืื่องไปลงแถวๆ กวางโจว คุณหมิง หรือเฉิงตูเนี่ยแหละ แล้วต่อเครื่องไปเมืองซิหนิง แถมได้ดูวัดทิเบตที่ซิหนิงระหว่างรอขึ้นรถไฟตอนเย็น แต่ฉันกลับคิดว่าจะรีบไปไหน ในเมื่อโฟกัสหลักของฉันมันคือนั่งรถไฟนี่นา นั่งนานๆเลยแหละดี วัดทิเบตเดี๋ยวเข้าทิเบตก็ได้ดูไม่รู้จะกี่วัด ต่อเครื่องบินก็ต่อมาหลายรอบแล้ว แต่ไอ้การนั่งรถไฟนานๆ เนี่ยโอกาสมันไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ
“แต่รถไฟจีน มันสกปรกนะ” …อ่ะมาอีกแระ ฉันก็ช่างมัน ให้มันรู้กันไปว่าจะสกปรกมากซักแค่ไหน เราก็เลือกมันชั้นหนึ่ง ชั้นที่ดีที่สุดนะ ถึงสกปรก ก็คงไ่ม่ปล่อยให้เหม็นเน่าอบอวลไปทั้งคันหรอก และอีกประเด็นที่สำคัญขี้เกียจจัดโปรแกรม ต่อเครื่องบิน เที่ยววัด ในช่วงแรก เพราะไหนๆ ทริปนี้ก็ยาวตั้งหลายวันไปจนเนปาล นั่งๆ นอนๆกันสบายๆ พอถึงที่แล้วเที่ยวกันให้เต็มที่ บวกกับฐานะหัวหน้าทริปที่จัดแต่งตั้งตัวเอง ประกาศทุบโต๊ะเปรี้ยง “นั่งยาวจากเฉิงตูเท่านั้น หาตั๋วเครื่องบินสะดวก ไม่ต้องต่อให้ยุ่งยาก” ฉันและเพื่อนร่วมทริปก็เลยได้ประสบการณ์ชีวิตนั่งรถไฟกันยาวนานที่สุดในชีวิตมาประดับไว้ในความทรงจำ

: เส้นทางรถไฟเฉิงตู-ลาซา Chengdu-GuangYuan-BaoJi-Lanzhou-Xining-Golmud-Naxi-Lhasa

ระยะทางจากเฉิงตูสู่ลาซาประมาณ  3,360 กม. ใช้เวลาเดินทางกว่า 48 ชั่วโมง ขบวนของเราออกวันเว้นวัน (ทุกวันคู่) ก่อนเดินทางเช็คตารางการเดินทางอีกที เวลา 20.55 น. พวกเราไปถึงสถานีรถไฟตั้งแต่ 4 โมงเย็น ต้องนั่งแกร่วรอกันหน้าสถานีรถไฟก่อนกว่าจะปล่อยให้เข้าไปนั่งรอในสถานีได้ตอน 6 โมงเย็น ซึ่งก็เพื่อความเป็นระเบียบในสถานีรถไฟนั่นเอง เราจึงเห็นบรรดาชาวจีน ชาวต่างชาติ นั่งรออยู่แถวๆลานจอดรถด้านหน้ามากมาย เราไปกัน 7 คน จองที่นั่งแบบ Soft sleeper ในห้องแบ่งเป็น 4 ที่นอน บน-ล่าง 2 ด้าน แต่ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกัน ต้องแยกๆกันอยู่ แต่โชคดีที่ตู้ติดกัน เดินไปมาหาสู่กันได้สะดวกสบาย ภายในห้องแต่ละที่มีไฟหัวเตียง ที่นอนสะอาด และจอLCD ประจำแต่ละเตียง ส่วนปลั๊กไฟมีอยู่บริเวณทางเดิน แต่ทั้งจอLCD และปลั๊กไฟใช้งานไม่ได้เลย ดับความหวังนั่งฟังเพลงตลอดเส้นทางไปเลย เพราะแค่วันเดียว ipod ก็สิ้นชีพซะแล้ว อีกวันเลยได้ฟังเพลงจีนที่เปิดบนรถไฟก็พอทดแทนกันได้บ้าง
บริเวณหัวและท้ายแต่ละตู้มีห้องน้ำ บริเวณล้างมือ ล้างหน้า พร้อมน้ำร้อนให้บริการ ห้องน้ำที่ว่าไม่สะอาด ก็พอใช้ได้ ไม่ถึงกับอ้วกแตกเวลาเดินผ่าน แม้จะมีสิ่งไม่พึงประสงค์คาไว้ให้เห็นคาตาบ้าง ก็เลี่ยงไปใช้ที่ตู้อื่นซะ ซักพักพนักงานประจำตู้ก็เดินมาทำความสะอาด ดูแลความเรียบร้อย
ชาวจีนและทิเบตที่เดินทางในตู้แบบ Soft Sleeper ก็อยู่กันปะปน ไม่เห็นแยกตู้แบบที่ได้ยินมา แต่ถ้าตู้ธรรมดาอันนี้ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เดินไปสำรวจเลย คนเดินทางส่วนใหญ่ตระเตรียมอาหารสำเร็จรูปพวกบะหมี่มาพร้อม ยิ่งสะดวกมากๆ เพราะมีน้ำร้อนอำนวยความสะดวกให้อยู่แล้ว เห็นซดกันโฮก ฮาก น่ากินเชียว
พวกเราฝากท้องไว้ที่ตู้เสบียง และอาหารที่มาเข็นขายตามตู้ ขายทั้งของกิน ของใช้ ผลไม้ เห็นเข็นขายกันถี่มากยังกับแข่งทำเป้า ดังนั้นอาหารการกินไม่มีปัญหาบนรถไฟแน่นอน ในตู้เสบียงหากจะสั่งอาหารจะมีเป็นเซ็ตๆ คุยกันไม่รู้เรื่องก็ชี้นิ้วสั่งๆกันไป อาหารเค้าอร่อยเลย แม้จะมันไปมากก็ตาม

ได้อยู่แยกกัน 2 ตู้ก็ดีไป ได้เห็นวิวสวยๆสองข้างทาง เช้าวันแรกบนรถไฟ วิวแรกๆผ่านเมืองบ้าง หมู่บ้านใหญ่บ้าง แม้จะธรรมดาๆแห้งแล้งไปนิด เขาไม่ค่อยสูงหรือแปลกตานัก แต่จากคนเมืองร้อนไม่ได้เห็นหิมะ การได้เห็นหิมะในวันนี้ก็สร้างความตื่นเต้นให้พวกเราได้ยืนจับจ้องไม่วางตาจากหน้าต่างรถไฟ เพื่อคอยจับภาพสวยๆ มาอวดกัน เพื่อนร่วมทางชาวจีนบอกกับเราว่าคืนนี้จะผ่านเส้นทางเขาสูง ควรเตรียมตัวกินยาป้องกันกันไว้บ้าง

: จามรีกำลังเล็มหญ้าริมทาง เป็นวิวระหว่างทางบนรถไฟมุ่งหน้าสู่ลาซา

วันที่สอง ฉันและเพื่อนได้เห็นทิวทัศน์ที่เริ่มเปลี่ยนไปมีทั้งทุ่งหญ้า ทุ่งเลี้ยงสัตว์ ฝูงแกะ แพะ จามรีมาเล็มหญ้าอยู่ริมทาง ไกลๆลิบเป็นทิวเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ บางช่วงฟ้าใส บางช่วงแดดจ้า เห็นวิถีชีวิตตามสองข้างทั้งคนท้องถิ่น แรงงาน บรรดาช่างตามโรงงานไฟฟ้าที่จีนกำลังพัฒนาตามเส้นทางรถไฟสายนี้ รถไฟไต่ระดับขึ้นไปจนเริ่มมีผลกับคนเดินทางบางคนที่เริ่มมึน ปวดหัว เพราะไต่ระดับตั้งแต่ 2000 กว่าเมตร ไปจนถึงจุดที่สูงที่สุด 5072 เมตรบริเวณเส้นทางเขาทังกูลา ท่อออกซิเจนที่มีไว้บนรถไฟ บางอันใช้การได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พวกเราก็ทำตัวให้สมกับการเดินทางบนรถไฟที่สูงที่สุดในโลก ด้วยการเดินไปหยิบสายออกซิเจนมาสูดกันทุกคน
รถไฟขบวนของเราเดินทางตรงเวลามาถึงลาซาตามเวลาที่กำหนดเป๊ะ ตอน 5โมงเย็น สถานีรถไฟที่ลาซาใหญ่โตอลังการ สมกับเป็นสถานีรถไฟใหม่ของจีนที่ไม่เคยทำอะไรธรรมดาๆ และการเดินทางในทิเบตก็กำลังจะเริ่มขึ้น โดยมีไกด์เกซังเป็นคนคอยดูแล และมาต้อนรับเราที่สถานีรถไฟ

+ Tibetan Railway  (Qinghai-Tibet Train)

The world highest train ride

จุดเริ่มต้นของเส้นทางรถไฟสายทิเบตอย่างเป็นทางการนับกันตั้งแต่ที่เมืองซิหนิง(Xining) ถึงแม้จะมีจุดตั้งต้นอีกหลายแห่งในหัวเมืองใหญ่ๆอย่างจีนอย่างปักกิ่ง เฉิงตู ฉงชิง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว หลานโจว ที่มีขบวนรถไฟตรงไปสู่ลาซาก็ตาม และทั้งที่ความจริงเส้นทางสายทิเบตนี้เริ่มต้นสร้างที่เมืองเกอเอ้อมู๋ (Golmud) ระยะทาง 1956 กม.ถึงลาซา แต่กลับไม่มีขบวนที่ตั้งต้นออกที่เมืองนี้ มีแต่ขบวนผ่านทางเท่านั้น เส้นทางรถไฟสายนี้หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่าสายชิงไห่-ทิเบต เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่ กรกฎาคม 2006 โดยสร้างเสร็จก่อนกำหนดถึง 2 ปี ผ่านที่ราบสูงทิเบต ถือเป็นเส้นทางรถไฟที่ใช้ความล้ำหน้าทางวิศวกรรมสายหนึ่ง เพราะต้องผ่านจุดที่สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 5072 เมตร ทำลายสถิติเส้นทางรถไฟสายเปรู ประมาณ 86% ของเส้นทางจาก Golmud-Lhasa (1936 กม.) อยู่บนความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 4000 เมตร ประมาณครึ่งหนึ่งของเส้นทางผ่านบริเวณที่พื้นผิวเป็นหน้าดิน แต่ด้านล่างยังคงเป็นน้ำแข็งซึ่งมีความเปราะบาง ต้องมีการวางระบบท่อทำความเย็นด้านล่างเพื่อให้น้ำแข็งนี้แข็งตลอดปี ป้องกันการพังทะลายในหน้าร้อน การก่อสร้างนี้ต้องมีการสร้างสะพานหลายสะพานระยะทางรวมกว่า 160 กม. อุโมงค์ลอดภูเขาใหญ่ รวมทั้งบริเวณที่เป็นจุดที่สูงที่สุดในโลก ที่พักเพื่อปรับความกดอากาศ (hyperbaric chambers)อีก 24 แห่ง เพื่อใช้สำหรับคนงานเพื่อปรับอากาศเนื่องจากการปรับตัวในที่สูง (altitude-sickness)

: ธารน้ำแข็ง และเขาสูงใหญ่ เป็นวิวที่เห็นได้ระหว่างทางบนรถไฟ

ขบวนรถไฟที่วิ่งผ่านที่ราบสูงทิเบต เราจะได้เห็นวิวทิวทัศน์ที่แปลกตาในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ หากในวันที่ท้องฟ้าสดใสจะได้เห็นเทือกเขาปกคลุมด้วยหิมะ ทะเลสาบที่ส่องแสงเป็นประกายสะท้อนกับดวงอาทิตย์ และทุ่งหญ้าที่มีสัตว์พวกแพะ แกะ จามรี มาแทะเล็มหญ้าตามเชิงเขา รวมถึงวิถีชิิวิตของพวกเร่ร่อนชาวทิเบตที่พบเห็นได้ทั่วไปยิ่งเมื่อเข้าใกล้เขตแดนทิเบต
การก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้มาทั้งประโยชน์และปัญหาที่ตามมามากมายสู่ดินแดนบนหลังคาโลก นำการเข้าถึงที่ง่าย และการหลั่งไหลของชาวจีนฮั่นสู่ดินแดนชาวทิเบต คนงานก่อสร้างส่วนใหญ่มาจากดินแดนอื่น มีน้อยมากที่เป็นชาวทิเบต ขบวนรถไฟขาเข้าสู่ทิเบตเต็มอัดแน่นแทบทุกขบวน ในขณะที่ขาออกที่ว่างกว่าครึ่ง แสดงถึงการหลั่งไหลเข้ามาตั้งถิ่นฐานและรวมถึงการได้รับการส่งเสริมจากรัฐบาลจีน ยิ่งทำให้ชาวทิเบตเองต่างตระหนักถึงปัญหามากมายทั้งในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ และความเหลื่อมล้ำ ในดินแดนของตน  ซึ่งกำลังถูกครอบงำด้วยวิถีทางที่ยากจะยอมรับและปฎิเสธ โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่เองที่ต่างก็ต้องการความสะดวกสบาย และการเปิดโลกสู่ภายนอก

อ่านเรื่องการเดินทางสู่ทิเบต เพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ From Lhasa to North Face EBC

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

3 comments

%d bloggers like this: