Lunar Travel WorldA Legend of Travel

Tilicho Lake [Annapurna Circuit and Tilicho Lake Trek ตอนที่ 2]

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

Tilicho Lake เป็นทะเลสาบที่สูงที่สุดในโลก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องจริง แต่ก็ถูกกล่าวถึง เขียนถึงอยู่ทั่วไปตามเส้นทางระหว่างเดินเทรค เป็นเรื่องที่เราต่างก็รู้กันอยู่ แม้เมื่อถามไกด์ซึ่งได้แต่หันมายิ้มๆ ถึงอย่างไรนั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราเลือกที่จะชมทะเลสาบแห่งนี้ และแม้อีกเหตุผลหนึ่งว่า Tilicho lake อาจจะเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งที่กล่าวถึงในมหากาพย์ชื่อดัง “รามายณะ” ของอินเดีย ก็ยังไม่ใช่เหตุผลสำหรับฉันที่เลือกจะยังปลายทางนี้ แต่อะไรคือเหตุผล

ง่ายๆ ก็เพราะเป็นทะเลสาบซึ่งอยู่บนเส้นทาง Annapurna Circuit ทะเลสาบซึ่งเกิดจากกลาเซียร์น้ำแข็งละลาย ลงมาตรงช่องว่างระหว่างเขาของยอด Tilicho เส้นทางมายังทะเลสาบมีความยากลำบากเนื่องจากต้องเดินไปตามสันเขาที่แคบ มีความชัน และลื่นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากหิมะละลาย เส้นทางนี้ถือเป็นแนวเขต landslide นับว่าเป็นเส้นทางเทรคที่อันตรายที่สุดเส้นทางหนึ่งในเส้นทาง Annapurna Circuit ยิ่งเมื่อต้องมาเจอกับฝน หรือหิมะที่ตกหนัก

สำหรับฉันนอกจากเส้นทางที่อันตรายแต่ยังไปได้ มันไม่ได้ท้าทายน้อยไปกว่าบุญวาสนาของตัวเองกับธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงเลือกจะลองมาเสื่ยงดู เพื่อพบความสวยงามของทะเลสาบด้วยสัมผัสของตัวเอง โดยมีทะเลสาบสวยงามเป็นรางวัลที่รออยู่ข้างหน้า

Itinerary 16 Days (ช่วงที่ 2)

แบ่งเป็น 3 ช่วงนะคะ

  • ช่วงแรกจาก Kathmandu – Manang
  • ช่วงที่สองเดินลุยหิมะชมทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ Tilicho Lake
  • ช่วงที่สามข้ามพาส Thorong La มุ่งหน้าสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์ Muktinath และเดินทางกลับ Kathmandu

Day 07 : Trekking Manang – Siri Kharka (4060 m.)

ออกจาก Manang เราก็เดินไปตามสันเขาทางเส้น Khangsar trail ซึ่งมีความชันมากรออยู่ตั้งแต่เริ่มต้นการเดิน เราข้ามสะพานผ่านแม่น้ำ Marsyangdi แม่น้ำสายหลักที่เราเดินเลียบมาตลอดทางตั้งแต่ Dharapani ก่อนจะไปถึงจุดบรรจบของแม่น้ำสายนี้ซึ่งเกิดจากการมารวมกันของแม่น้ำสองสาย คือแม่น้ำ Khangsar และ แม่น้ำ Jharsang เมื่อเดินสูงขึ้นต้นไม้สูงที่ช่วยบังแดดเริ่มหายไปเป็นต้นไม้ต้นเตี้ยๆพวกสนพุ่มเตี้ย Juniper ตามทางเดิน ประมาณ 2 ชั่วโมง เราถึงจุดพัก Tea break ในหมู่บ้านเล็กๆระหว่างทาง ประตูทางเข้าหมู่บ้านเป็นรูปพระโพธิสัตว์ปางต่างๆ วาดไว้เต็มทางเข้า เรามาถึงพร้อมกับหิมะที่เริ่มโปรยปราย พบคนเดินทาง ชาวบ้านที่เลี้ยงสัตว์แวะจัดข้าวของเพื่อคลุมสินค้าป้องกันหิมะกันก่อนเดินทางกันต่อ

หลังจาก Tea house แห่งนี้ เราใช้เวลาเดินอีกไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง ก็มาถึงวัด Thare Gompa ซึ่งอยู่กลางหุบเขา อีกไม่ไกลก็มาถึง Siri Kharka จุดหมายของเราวันนี้ในตอนบ่าย ทันเวลาพอดีก่อนที่หิมะจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ อากาศเริ่มปิด ท้องฟ้าขุ่นมัว วันนี้ก็เลยค่อนข้างว่าง มีเวลานั่งหลบความหนาว ภายใต้เตาผิงในห้องอาหารเล็กๆของ Teahouse ได้นั่งเล่นไพ่ นั่งคุยกันจนถึงค่ำ

ฉันหวังว่าพรุ่งนี้อากาศจะดีขึ้น ให้ทุกอยางไปตามโปรแกรมโดยปลอดภัย อากาศเย็นแต่ในห้องผนังไม้อัดก็ทำให้อุ่นขึ้นได้ และคืนนี้ฉันนอนห่มผ้า 4 ชั้น ลองจอน 2 ชั้น อุ่นสบายเลย

[ระยะทาง 7.24 กม. ใช้เวลา 3.49 ชม. รวมเวลาพัก]
Thare Gompa วัดที่ไม่มีพระประจำวัด อยู่กลางหุบเเขา ก่อนถึง Shiri Kharka

Day 08 : Siri Kharka – Tilicho Basecamp (4140 m.)

เมื่อวานไกด์บอกว่า”ถ้าหิมะตกหนักแบบนี้ พรุ่งนี้จะอากาศดีขึ้น” แล้ววันนี้อากาศก็ดีจริงๆอย่างที่ไกด์บอก ตอนเช้าแสงตะวันสาดส่องเป็นประกายกับยอดเขาหิมะสีขาว สถานที่แห่งเดิมที่เราพักเมื่อวานนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เพราะมีหิมะที่ปกคลุมหนาทั่วทั้งที่พัก และรอบๆ รวมถึงเส้นทางที่เราเดินผ่านมาเมื่อวานนี้

แม้ว่าวันนี้จะเป็นอีกวันที่เราใช้เวลาเดินไม่มาก แต่เป็นเส้นทางที่อันตราย และอากาศที่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายบนภูเขาสูง โดยเฉพาะในช่วงบ่าย เราจึงออกเดินกันแต่เช้าเช่นเดิม เพื่อไม่ให้ถึงที่พักสายเกินไป

ยามเช้ารอบๆที่พักของเรา เต็มไปด้วยหิมะปกคลุม

เส้นทางเดินปกคุลมไปด้วยหิมะหนาบนทางแคบตามสันเขาที่คดเคี้ยวสูงชัน ความหนาของหิมะทำให้เราต้องยกเท้าก้าวสูง ความหนานุ่มทำให้ช่วงแรกเรายังเดินกันสบายๆ แม้จะมีหุบเหวสูงข้างๆให้รู้สึกหวาดเสียวและต้องพยายามเดินชิดอีกด้านหนึ่งไว้ แต่หิมะที่ปกคลุมหนาก็ช่วยพรางตาให้ดูไม่น่ากลัว ฉันตื่นตะลึงกับวิวในหุบเขาเวลานี้ช่างสวยงามจับใจ ไม่ว่าจะมองไปทางไหนรอบทิศทางของตัวเอง ในยามนั้นความงามทำให้ความหวาดเสียว อันตรายที่ต้องระมัดระวังหายไป จนกระทั่งมาถึงจุดที่ต้องลัดเลาะหินก้อนใหญ่ที่ขวางทาง เราต้องเดินขึ้นลงบนหินที่ลื่น ขณะที่หิมะเริ่มละลายเพราะแสงแดดแรงส่องลงมา ฉันต้องใช้มือคอยคลำตามทางเพื่อหาที่จับให้มั่นคง เพื่อนๆที่เดินมาด้วยกันเริ่มลื่น ทรงตัวไม่ได้ดี ฉันโชคดีที่มีมินิแครมปอน (mini crampon) ติดตัวมาด้วย จึงได้คว้ามาใส่ขณะที่เราต้องหยุดเพื่อรอคอยหินที่ร่วงลงมาจากบนเขาด้านบน ทำให้เดินได้กระชับมากขึ้น มีป้ายเตือน landslide เพราะเส้นทางเปราะบางนี้มักจะมีหินใหญ่น้อยร่วงลงมาเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนหรือหิมะตกหนัก จนอาจต้องปิดเส้นทางในบางครั้ง นอกจากต้องระมัดระวังกับเส้นทางเดินข้างหน้า และด้านข้างหน้าผา ฉันต้องคอยแหงนคอมองเศษหินที่ร่วงลงมา ทำให้เราต้องคอยหยุดเดินเป็นระยะ

เดินข้ามผ่านสะพานเหนือหุบเหวลึก มีหิมะปกคลุม
เดินลัดเลาะหินก้อนใหญ่ที่ขวางทางเดิน ตรงนี้ลื่นมาก และมีหน้าผาชัน
ไกด์ช่วยเคลียร์เส้นทางให้เราเดินง่ายขึ้น

เส้นทางตามแนวสันเขานี้ค่อนข้างไกลและการเดินต้องระมัดระวัง ความลื่น อากาศ และอันตรายทุกย่างก้าว ถือว่าเส้นทางนี้มีความเสี่ยงมากกว่าที่เคยเจอมา ฉันมองเห็นปลายทางหลังคาสีฟ้าอยู่ด้านหน้า แต่ก็ไกลเหลือเกินกว่าเราจะเดินไปถึงในเมื่อใจของเราไปรออยู่ข้างหน้านั่นแล้ว ถึงอย่างนั้นฉันก็คิดว่าตัวเองและเพื่อนๆมีโชคอยู่บ้างที่ขณะเราเดินไม่มีหิมะตก และอากาศก็นิ่งไม่มีลมให้ต้องกังวลใจ อย่างเช่นคนเดินทางที่สวนกับเราลงมาเมื่อวานนี้

คืนนี้ฉันนอนคิดใคร่ครวญถึงแผนการเดินทางพรุ่งนี้ แล้วค่อนข้างกังวลใจ ในความสูง 5000 เมตร ซึ่งเราต้องเดินไปและกลับเพื่อชมทะเลสาบหลังจากนั้นเดินยาวกลับไปพักที่ Siri Kharka ดูท่าทางจะหนักเกินไปสำหรับพวกเรา คงต้องเปลี่ยนแผนเป็นกลับมาพักที่ Base Camp ก่อน แล้วค่อยเดินยาวในวันถัดไป ซึ่งไม่รู้ว่าจะติดปัญหาอะไรกับไกด์และเหล่า porter มั๊ย

[ระยะทาง 6.02 กม. ใช้เวลา 3.49 ชม. รวมเวลาพัก]

Day 09 : Tilicho Lake (4949 m.)

ประมาณ ตี 5 พวกเราเตรียมพร้อมสำหรับการเดินขึ้นไปชมทะเลสาบ บางคนดูจะไม่ค่อยพร้อมนัก เพราะเกรงกับความหนักของการเดินในวันนี้ โชคดีที่ไกด์ยอมปรับแผนการเดินให้เป็นเพียงการไปและกลับเพื่อชมทะเลสาบ แล้วมาพักที่เดิมโดยไม่ต้องเดินลงยาวต่อไปอีก ทำให้ทุกคนมีกำลังใจในการเดินมากขึ้น

เส้นทางเดินแคบๆไปตามสันเขา ที่ลื่น และน่ากลัวกลิ้งตกลงไปมากๆ

เราไม่ต้องเดินท่ามกลางความมืด ฟ้าสว่างทำให้เรามองเห็นทางชัดเจน เราเดินกันอย่างระมัดระวังที่สุด เป็นเส้นทางเดินตามสันเขาคล้ายๆเมื่อวานนี้ แต่ชันกว่า หิมะหนากว่า และความสูงที่มากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ร่างกายต้องทำงานหนักมากขึ้น ฉันค่อยๆเดินอย่างระมัดระวัง แม้จะใส่ crampon แต่ก็ยังลื่น ฝั่งหน้าผาด้านข้างเพิ่มความหวาดเสียว ฉันกลัวจะซุ่มซ่ามล้มกลิ้งลงไป แม้จะค่อยๆเดิน พยายามใจเย็น มองทางข้างหน้าโดยไม่คิดถึงจุดหมายปลายทางซึ่งคงอยู่หลังเนินสูงข้างหน้าอีกหลายๆเนิน เส้นทางสันเขาทำเป็นทางเดินซิกแซกขึ้นเพื่อให้ไม่ต้องออกแรงมากเกินไป แต่ช่วงจังหวะเลี้ยวขึ้นก็หวาดเสียวจนแทบจะทรุดลงกับพื้นทุกครั้งที่ถึง กลุ่มนักเดินเขาชาวฝรั่งเศสที่มาถึง Base Camp พร้อมเราเดินตามมาเป็นกลุ่มอย่างเป็นระเบียบอย่างช้าๆ พวกเขาค่อยๆก้าวเดินสั้น แต่ไม่หยุด จนแซงฉันไป ฉันก้าวเท้ายาวเกินไป ทำให้เหนื่อยง่าย และหยุดบ่อยนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ตามพวกเขาไม่ทัน วันนี้มีคนไม่มากเดินขึ้นสู่ทะเลสาบ เป็นเพราะสภาพอากาศมีหิมะตกหนักในช่วง 2-3 วันนี้ ฉันค่อยๆเดิน ทุกครั้งที่ยกนาฬิกาขึ้นดูก็ดีใจทุกครั้งที่บอกระยะความสูงขึ้นทุก 100 เมตร เมื่อเข้าใกล้ความคาดหวังว่าจะถึงปลายทางก็มากขึ้นไปด้วย หลังจากพ้นเนินเขาสูง ฉันคาดหวังว่าจะได้เห็นทะเลสาบสีฟ้าท่ามกลางกลาเซียร์น้ำแข็งสีขาว แต่เมือมาถึงจุดนั้น

“35 minute to Lake” มีป้ายนี้ปักไว้บนเนินสูงตรงหน้าที่ฉันหวังว่าถึงแล้ว ฉันไม่เข้าใจจริงๆว่าป้ายนี้จะมีอยู่เพื่ออะไร

ลูกหาบกลุ่มนี้จะแบกของข้าม pass เส้นทิลิโช เพื่อมุ่งหน้าไปเมือง Jomsom เป็นอีกเส้นทางที่ยากมากๆ

ฉันนั่งพักครู่หนึ่งก่อนตัดใจเดินต่อไปตามทางที่ป้ายชี้ไป เดินมาซักพักเริ่มมีคนสวนทางกลับมา แสดงว่าอีกไม่ไกลนักฉันจะถึงปลายทางที่หมายมั่น ฉันเดินต่อไป ความเหนื่อยล้า เริ่มคลายลง เพราะเริ่มมั่นใจว่าอีกไม่ไกลฉันก็จะได้นั่งพักและมองทะเลสาบแบบที่คิด บนเนินข้างหน้า

และในที่สุดฉันก็มาถึง จีวอนลูกหาบที่วันนี้มาช่วยนำทางเดินเร็วมาถึงก่อนหน้าฉัน ใกล้ๆกับกองหินและธงมนตราตามแบบทิเบต ฉันเดินขึ้นไป เพื่อพบกับสิ่งที่รอคอยฉันอยู่

จีวอน ลูกหาบที่ช่วยแบ่งเบาภาระบนหลังของฉันวันนี้ ทำให้เดินสบายขึ้นมาก

แต่ทะเลสาบวันนี้ เป็นสีขาวโพลนเหมือนตลอดทางที่เราเดินมาจนแทบมองไม่ออกว่าจะเป็นทะเลสาบไปได้อย่างไร น้ำในทะเลสาบถูกปกคลุมด้วยหิมะเฉกเช่นเดียวกับต้นไม้ หลังคาบ้าน และภูเขาทั้งลูก มีเพียงสันของกลาเซียร์หิมะยังหนาสูงทำให้พอจินตนาการได้ว่า หิมะสีขาวเรียบข้างล่างนั้นคือส่วนที่เป็นน้ำสีฟ้าแบบในรูปที่เคยเห็น

Tilicho Lake เป็นทะเลสาบที่ทำให้ฉันตื่นตะลึงได้จริง และเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เห็นภาพทะเลสาบแบบนี้ ฉันผิดหวังในแว่บแรก แต่ต่อมาก็เข้าใจกับสภาพอากาศ และธรรมชาติของสิ่งที่เป็น ความสวยงามยังคงอยู่ ฉันพอใจกับสิ่งที่เห็น ยินดีกับภาพตรงหน้าที่ธรรมชาติมอบให้ฉัน มีทั้งความประหลาดใจ สวยงาม ฉันเก็บไว้เป็นภาพทะเลสาบของฉันในแบบที่เป็นเอกลักษณ์จริงๆสำหรับทะเลสาบที่อยู่บนที่สูงเช่นนี้รวมกับความภูมิใจที่ดั้นด้นมาถึง ส่วนที่ทำให้เราทนอยู่ตรงนี้ได้ไม่นานก็เพราะลมที่ค่อยๆแรงขึ้น ทำให้มีหิมะถล่มเสียงดังก้องร่วงตกลงมาจากยอด Tilicho ลงสู่ทะเลสาบ ยังมีทางเดินต่อไปเพื่อเดินไปยังฟากตรงข้ามของจุดที่เรายืนอยู่ กลุ่มชาวฝรั่งเศสที่เดินแซงฉันไปเมื่อเช้านี้ มีจุดหมายที่แปลกกว่าใครโดยจะเดินลัดเลียบทะเลสาบแล้วข้ามเส้นทางนี้ไปลงทางฝั่งเมือง Jomsom ระหว่างทางพวกเขาต้องตั้งแค้มป์อยู่ในเต้นท์ โดยลูกหาบที่แบกของตามมา เส้นทางนี้ยิ่งอันตรายยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับทางที่ผ่านมา แต่ดูจากลักษณะการเดินกลุ่มแล้ว พวกเขาท่าทางจะเป็นมืออาชีพ และมีประสบการณ์เดินที่มากทีเดียว

นั่งมองตะลึงกับทะเลสาบทิลิโชตรงหน้า ขาวโพลนไม่มีน้ำสักหยดให้เห็น 555

ทุกคนในกลุ่มได้ไปถึงจุดหมายที่ทะเลสาบกันทุกคน ขากลับลงมาหิมะละลายมากขึ้นทำให้เส้นทางเดินยิ่งลื่น อันตรายกว่าขาขึ้น แต่ก็ทำความเร็วได้มากกว่า ฉันกลับไปถึง Base Camp ประมาณบ่ายสอง ด้วยความเหนื่อยล้า จนต้องขออาบน้ำอุ่นๆ ก่อนจะมาฉลองความยินดีที่ความมุ่งมั่นของเราสำเร็จไปด้วยดี ที่สำคัญเป็นการเทรคที่ยากที่สุดสำหรับทริปนี้ด้วย นึกดีใจที่ธรรมชาติยิ่งใหญ่ก็ยังให้เราที่มาเยือนจากแดนไกลคนนี้ได้มาสัมผัสและเห็นด้วยตาของตนเอง ไม่ว่าสิ่งที่เห็นนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะบางคนนั้นต้องคอตกเดินกลับโดยไม่ได้แม้จะมีโอกาสเดินขึ้นไป เนื่องจากหิมะที่ตกหนักก่อนหน้านี้

[ระยะทาง 10.7 กม. ใช้เวลา 6.57 ชม. รวมเวลาพัก]

Day 10 : Tilicho Base Camp – Yak Kharka (4040 m.)

เช้าวันนี้สดชื่นทั้งจากอากาศ และความรู้สึกที่ถูกปลดปล่อยจากความสำเร็จที่เราได้ไปถึงยังปลายทางที่วางแผนไว้ แต่ก็มาพร้อมกับหน้าตาที่เปลี่ยนไปของทุกๆคน แสงแดดที่สะท้อนกับพื้นขาวของหิมะ สู่ใบหน้าของฉันที่ปกปิดไว้ไม่ดีนัก รวมกับความเย็นของลมที่ปะทะเข้ามา ทำให้หน้าเริ่มแดง ปากเริ่มไหม้ ยิ่งพอรวมตัวกับเพื่อนๆ ทำให้เห็นชัดว่าเมื่อวานนี้พวกเราเจอศึกหนักกันขนาดไหน ทำเอากลุ่มที่จะเดินขึ้นกันวันนี้ทั้งผู้ชาย ผู้หญิงควักครีมกันแดดมาโปะหน้ากันใหญ่ เราทิ้งความทรงจำที่ดีกันไว้ที่นี่ แล้วมุ่งหน้าต่อเพื่อเข้าสู่เส้นทางไปยัง Thorong La

Tilicho BC to Siri Kharka เส้นทางเดิมที่เปลี่ยนไป

อากาศสดใสตั้งแต่เมื่อวานนี้ หิมะไม่ตกเพิ่ม ทำให้เส้นทางการเดินย้อนกลับบนเส้นทางเดิมสู่ Siri Kharka เปลี่ยนไปแทบจำไม่ได้ ทางแคบตามสันเขา และหน้าผาสูง ปรากฎชัดเจนหลังหิมะละลายไปจนสิ้น บางช่วงยังลื่นมาก และฉันคิดว่ามันดูอันตรายยิ่งกว่าขามาของเราด้วยความที่ไม่มีความนุ่มของหิมะคอยช่วยพยุงไว้ เหลือแพียงทางหินและกรวดลื่นๆจากหิมะที่ละลาย เส้นทางนี้มีคนสัญจรเดินทางไม่มาก เราสวนกับนักเดินทางเป็นระยะห่างๆ เพราะไม่ใช่เส้นทางหลักของ Annapurna Circuit มีทางตัดเข้าสู่เส้นทางหลักที่ Yak Kharka หลังจากเลย Siri Kharka ไปไม่ไกล เราเดินผ่านทุ่งสนพุ่มเตี้ย ต้นไม้ป่า กองหินสูงที่เหมือนเป็นเมืองเก่า ไกด์ว่าตรงนี้เป็นสถานที่เลี้ยง Yak ของคนเลี้ยงสัตว์ที่สร้าง กำแพงหินไว้กำบังลม ไกด์บอกว่าจะมีการจัดเทศกาลเฉลิมฉลองในหมู่คนเลี้ยงสัตว์ที่นี่ด้วย แต่จำไม่ได้ว่าเดือนไหน บริเวณใกล้กันเรายังได้วิ่งไล่ blue sheep ที่ลงมากินหญ้าใกล้ๆ เดินต่อไปอีกไม่ไกลจะถึงบริเวณมุมเขาที่สามารถมองเห็น Manang จากมุมสูง มีแม่น้ำสองสายลงมารวมตัวกันก่อนจะไหลผ่าน Manang ลงไป

จุดบรรจบของแม่น้ำสองสาย มองเห็น Manang อยู่ไกลๆ

เราเดินไปตามทางตามสันเขาผ่านพุ่มต้นเบิร์ชที่ขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ ลำต้นสูงใหญ่สีเหลืองไม่มีใบ เป็นไม้เมืองหนาวที่มักจะอยู่ในป่า ถ้าเดินมาคนเดียว ตอนค่ำๆจะดูมน่ากลัว วังเวง แต่น่าค้นหา จากนั้นทางเดินเริ่มเข้าสู่ขาลงที่ชัน ช่วงแรกๆลื่นมีโคลนแฉะ เมื่อพ้นไปก็เป็นทางดินแน่นจนสามารถวิ่งๆ เดินๆ อย่างสนุกสนาน นำไปสู่สะพานข้างหน้าที่อยู่ไกลออกไป ฉันรู้สึกสนุก และตื่นเต้นกับบรรยากาศในขณะนี้ เป็นความสุขใจขณะเดินผ่านป่าสนและภาพวิวทั้งมวล ฝั่งตรงข้ามต้นสนเขียวที่อยู่สูงขึ้นไปยังมีหิมะปกคลุม เพราะอยู่ฝั่งที่หลบแดดมากกว่า หลังทิวเขาสูง ยังมีทิวเขาและยอดหิมะอีกหลายชั้นซ้อนต่อกันไป เหมือนกับธรรมชาติทั้งมวลมารวมตัวกันอยู่ในภาพที่รายล้อมตัวเรา

เราข้ามสะพาน ก็เดินขึ้นเขากันอีกครั้ง จนถึงที่ราบเต็มไปด้วยต้นสนพุ่มเตี้ย เพื่อออกไปสู่เส้นทางสายหลัก Manang-Thorong La สิ่งที่สังเกตุได้ชัด คือเครื่องหมายแสดงเส้นทาง เปลี่ยนจากฟ้า-ขาว เป็น แดง-ขาว ที่ถูกระบายไว้ตามต้นไม้ ก้อนหิน จากเส้นทางนี้เดินเรื่อยๆสบายๆ ไม่เร่งรีบ ก็มาถึง Yak Kharka ที่พักของเราคืนนี้ แถวนี้ก็เป็นอีกแห่งที่มีชุมชนของคนเลี้ยง Yak เพราะมีที่ราบกว้างบนที่สูงมีหญ้าที่เหมาะสำหรับให้ Yak แทะเล็มไปทั่ว จึงเรียกว่า Yak Kharka แปลว่าทุ่งหญ้าหรือสถานที่เลี้ยง Yak นั่นเอง (ถ้างั้น Siri Kharka ก็คงแปลว่าทุ่งหญ้าที่สวยงาม ก็สมชื่อกับสถานที่งดงามที่นั่นจริงๆด้วย)

หลังจากหลบไปอยู่นอกเส้นทางหลักหลายวัน เรากลับเข้าสู่เส้นทางพลุกพล่านขึ้น ฉันพบว่าบนเส้นทางนี้มีนักเดินทางมากกว่า มีร้านค้า ที่พัก และอาหารการกินสมบูรณ์ขึ้น คืนนี้ฉันได้ทานเสต็กไก่จานใหญ่ อร่อยๆอีกครั้ง ในห้องอุ่นที่กว้างขวาง พร้อมเปิดตัวเองสู่โลกภายนอกด้วย wifi ของที่ร้าน ส่งข่าวว่าฉันยังสบายดี กับหน้าดำ ปากไหม้ๆของตัวเอง

[ระยะทาง 15 กม. ใช้เวลา 7.46 ชม. รวมเวลาพัก]
ํํบริเวณทางเข้าหน้าหมู่บ้าน Yak Kharka หมู่บ้านคนเลี้ยง Yak บนเส้นทาง Annapurna Circuit

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

1 comment

%d bloggers like this: