• Menu
  • Menu

Thorong Pass 5416 m.[Annapurna Circuit and Tilicho Lake ตอนที่ 3]

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

นอกจากเป็นเส้นทางเทรคกิ้งเก่าแก่ของนักเดินเขาที่ชอบพิสูจน์ตัวเองมานาน เส้นทางนี้ข้ามช่องเขาสูงในเขต Annapurna ยังเป็นเส้นทางสัญจรสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ที่จะนำสัตว์พวก แกะ Yak เข้าออกระหว่าง Manang กับอีกฟากของเทือกเขาเพื่อเดินทางไปมุกตินาถ หรือเมืองต่างๆ ที่ใกล้กับฝั่งทิเบตมาเนิ่นนานแล้ว เส้นทางนี้สูงชันแต่ก็มีเส้นทางเดินที่ชัดเจนตามรอยทางที่มีคนใช้กันเป็นประจำ เส้นทางจาก Manang จะมีระยะทางที่ไกลกว่าจากอีกฝั่งหนึ่ง แต่ช่วยให้มีเวลาในการปรับตัวเมื่อต้องเดินผ่านช่องเขาที่มีความสูงสุดถึง 5416 ม.
อุปสรรคในเส้นทางก็คือความสูง และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย โดยเฉพาะหิมะสูงที่อาจจะทำให้เกิดความยากลำบากมากขึ้นการเดินย่ำไปบนเส้นทาง

Itinerary 16 Days (ช่วงที่ 3)

แบ่งเป็น 3 ช่วงนะคะ

DAY 11: Trekking Yak kharka to Thorang Phedi: (4420m)

ผ่านมา 10 วันแล้วที่เราเดินขึ้นๆลงๆเขา เช้านี้ฉันตื่นขึ้นมาด้วยความท้อแท้เบื่อหน่าย เป็นวันที่ฉันอยากพักนั่งนิ่งมากกว่าจะคว้าไม้เท้ามาออกเดิน แต่ฉันนก็ออกเดินตามไกด์ไปพร้อมทั้งหาเหตุผลและกำลังใจต่างๆนาๆมาคุยกับตัวเอง เพื่อให้มีแรงฮึดสู้ต่อ ฉันคิดถึงวันพรุ่งนี้บ่ายๆ ภาระที่เราแส่เข้ามาหาเองก็จะจบซะที แต่บ่ายกี่โมงนี่ซิ ยังคาดเดายากเหลือเกิน

มาถึงจุดนี้ เราผ่านด่านสำคัญๆมา 2 ด่าน คือที่ Ghyaru ทางขึ้นเขาสูงก่อนถึง Manang และ เส้นทางหิมะริมหน้าผาเพื่อไปทะเลสาบทิลิโชบนความสูง 4949 ม. สภาพร่างกายของฉันยังปกติไม่มีอาการใดๆ ถึงจะมีความมั่นใจว่าคงไม่มีอาการ ams มารบกวนกับการเดินข้ามพาสในวันพรุ่งนี้ แต่ฉันก็ยังค่อยๆเดิน ก้าวสั้นๆ ไม่เร่งรีบไปกับใจที่อยากจะไปถึงเร็วๆ ประกอบกับสถานการณ์ในขณะนั้นก็ทำได้แค่นั้น เพราะเส้นทางที่สูงชัน ทำให้ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง

ท้อแท้กับการเดิน แต่ชีวิตก็ต้องเดินต่อไป 555

ฉันสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ด้วยความเชื่อว่าจะมีความสนุกรออยู่ข้างหน้าเพื่อไปถึงจุดสูงสุดของพาส ฉันคิดถึงวิวขาลงเพื่อไปสู่ปลายทางที่รอคอย พยายามไม่กังวลใจถึงความลำบากตอนเดินขึ้นให้มากนัก เพราะตอนนี้ก็กำลังค่อยๆกระดึ๊บๆ ขึ้นบนทางชันเกือบ 70องศา หลังจากข้ามม้ำ Jarsang ที่สะพานไม้ด้านล่างขึ้นมา จนถึงจุดแวะพักที่มี Teahouse อยู่บนนี้ จากนั้นก็เป็นทางเดินแคบๆซึมขึ้นเนินแริมสันเขา ซึ่งต้องคอยระวังหินร่วงและเป็นแนว landslide คล้ายๆกับเส้นทางไปทะเลสาบทิลิโชแต่น่ากลัวน้อยกว่า ฉันแวะพักครู่หนึ่งที่ Teahouse เห็นกลุ่ม Blue Sheep อยู่เหนือกลุ่มผู้คนบนเขาใกล้ๆ ฉัน ไม่ได้ตื่นเต้นกับมัน ในขณะที่หลายคนหยุดถ่ายรูปและฮือฮากับ Blue Sheep กลุ่มใหญ่นี้ ไม่ใช่เพราะเคยเห็นมาแล้วใกล้ๆ เมื่อวานนี้ แต่เพราะตอนนี้รู้สึกว่าฉัน และคนรอบๆนี้เองก็ไม่ต่างกับ Blue sheep เหล่านั้น ที่มายืนเกาะหน้าผา รอเดินบนเขา คล้ายๆกันเลย

ก่อนเที่ยงฉันก็มาถึง Thorong Phedi หรือ Thorong Base Camp เรารอทานอาหารกลางวันและให้ จีวอน ลูกหาบไปจองที่พักบน high camp ไว้ให้ก่อน หลังจากแน่ใจว่าเพื่อนๆทุกคนสบายดี สามารถไปต่อได้
Phedi ภาษาเนปาลแปลว่า foot of hill ก็คือเชิงเขาล่างก่อนจะเปลี่ยนเป็นทางชันเพื่อขึ้นเขาจาก Phedi ความสูง 4420ม. ไปยัง High Camp 4850 ม.เป็นเส้นทางที่เดินยากเพราะเป็นทางชันจนเกือบตั้งตรง รวมกับความสูงกว่า 4500 เมตร ทำให้ต้องออกแรงมากกว่าปกติ เดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อยหอบ ต้องหยุดพักหายใจเป็นระยะ ฉันใช้เวลาชั่วโมงครึ่งจึงเดินขึ้นมาถึง High Camp ที่มีนักท่องเที่ยวรอข้ามพาสกันหนาตา ขณะฉันเดินใกล้ถึงที่พักก็ปะหน้ากับนักท่องเที่ยวหลายคนนั่งรออยู่หน้าห้องพักดูคนที่เดินขึ้นมา ฉันพยายามทำท่าสบายๆ ไม่หายใจแรง เหนื่อยหอบให้เสียชื่อที่ไม่ได้มีสักนิด (555 เหนื่อยหนักเข้าไปอีก) จีวอนที่มาถึงก่อนแล้ววิ่งมาบอกว่าที่พักเกือบเต็มและคืนนี้เราได้แค่ 3 ห้อง ต้องนอนห้องละ 3 คน ยิ่งสูงยิ่งหนาวโดยเฉพาะสภาพห้องพักและห้องส้วม อากาศยิ่งหนาวเย็นจัด หิมะข้างบนยังหนาสูง ฉันและเพื่อนๆได้แค่โยนสัมภาระไว้ในห้อง แล้วรีบมาหาความอุ่นในห้องอาหารที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวกันทันที

ทางชันมากๆจาก base camp ขึ้นไปยัง high camp

สำหรับคนที่มีอาการ ams หรือกังวลว่าจะนอนไม่สบายบนที่ระดับความสูงมากๆ จะเลือกพักที่ Phedi หรือ Base Camp ตรงเชิงเขาด้านล่าง แล้วออกเดินทางประมาณตีสาม แต่ถ้าสามารถมาถึง High Camp ได้ ก็อาจจะเริ่มออกเดินประมาณตี5 ซึ่งฉันคิดว่า high camp เป็นตัวเลือกที่ดีกว่า เพราะจะพักผ่อนได้เต็มที่ ไม่ต้องตื่นเช้าเกินไป
แม้ซานโต๊สจะยืนยันว่าการเดินไป Tilicho Lake ของเราที่ผ่านมานั้นยากกว่าการข้ามพาสพรุ่งนี้ แต่พวกเราก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ แต่ละคนกังวลต่างๆกันไป สำหรับฉันไม่ได้กังวลความยากง่าย หรือกลัวจะปวดหัว ams ถามหาจนไปไม่ไหว แต่ที่ฉันกังวลยิ่งกว่าอะไรเหมือนทุกครั้งก็คือการต้องตื่นเช้ามากกว่าอะไรทั้งหมด มันเป็นยาขมอย่างแรงสำหรับคนขี้เกียจอย่างฉันจริงๆ
เราทานอาหารเย็น สั่งอาหารเช้า และอาหารกลางวัน pack lunch เตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ พร้อมทั้งเช็คบิล เพื่อจะได้ไม่เสียเวลาในการออกเดินตั้งแต่เช้าตรู่

[ระยะทาง 7.8 กม. ใช้เวลา 4.15 ชม.รวมเวลาพัก]

DAY 12: Trekking Thorong Phedi to Thorong La pass (5416m)

มันค่อนข้างน่ารำคาญที่ต้องออกมาเข้าห้องน้ำสองสามครั้ง เพราะต้องมุดออกมาจากถุงนอน 2 ชั้นและผ้าห่มหนาอีกผืน อากาศข้างนอกก็หนาวจับใจเหลือเกิน จนต้องยืนทำใจพักนึงก่อนเปิดประตูแล้วตัดใจเดินออกไป แต่ฉันพบว่าคืนนี้ฟ้าปลอดโปร่งสดใส ฟ้าสว่างคืนนี้มาจากแสงจันทร์ แสงดาวที่ทำให้ท้องฟ้าเป็นประกายส่องมาบนพื้นหิมะขาวโพลนหน้าที่พักของเรา กลายเป็นความประทับใจจนต้องหยุดยืนซึมซับความสวยงามคืนนี้ไว้ แล้วกลับไปนอนหลับได้สนิทอย่างไม่ต้องกังวลใจกับสภาพอากาศในวันพรุ่งนี้

บะหมี่น้ำเป็นอาหารเช้าของพวกเราที่ฉันคิดว่าดีที่สุดสำหรับเช้าที่หนาวเหน็บ ฉันรับ Pack lunch สำหรับมื้อกลางวันระหว่างทาง ซึ่งข้างในบรรจุอะไรฉันก็ยังไม่เคยเห็นจนบัดนี้ เราพร้อมออกเดินกันประมาณตีห้าครึ่ง
แค่เริ่มเดินก็ล้มกลิ้งไม่เป็นท่าเพราะทางเดินหิมะกองสูง อีกฝั่งเป็นริมสันเขาสูงที่กั้นไว้ด้วยเชื่อกเตี้ยๆ น่าหวาดเสียวเวลาเดินผ่าน ใช้เวลาตั้งสติใส่แครมปอน (mini crampon) แล้วค่อยๆเดิน อากาศเย็น ลมแรง แทรกซอนไซเข้าไปในถุงมือหนาทำให้นิ้วชา เวลานี้ฉันเร่งเวลารอแสงอาทิตย์ช่วยสาดส่องแรงๆให้ผ่อนคลายความเย็น

มี Tea house 2 แห่งระหว่างทางข้ามพาสช่วยให้ความอุ่นได้ดีกว่า ฉันแวะเข้าไปรับความอบอุ่นทั้ง 2 แห่ง มันเหมือนโอเอซิสกลางทะเลทราย ที่คอยช่วยผ่อนคลายให้คนเดินทางได้พักตั้งสติ คลายความหนาวเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทาง ชาอุ่นๆช่วยให้ร่างกายเรามีแรงเดินต่อ และที่สำคัญราคาชาก็ไม่แพงเกินไป

เส้นทางเดินข้ามช่องเขา Thorong La

จาก High Camp ฉันใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมงก็พาตัวเองขึ้นมาจนได้เห็นธงทิเบตและกองหิน ที่บอกว่าตรงนี้คือ Thorong La ความสูง 5416 ม. ฉันหันไปดีใจกับเพื่อนที่มาด้วยกัน ฉันดีใจที่จะได้เดินลง ทิวเขาสีน้ำตาลด้านล่างข้างหน้าอันไกลลิบเปลี่ยนมาเป็นจุดหมายใหม่ของฉัน ถึงมันจะดูไกล แต่ฉันกลับไม่รู้สึกถึงความยากลำบาก ฉันมีแต่ความคิดอยากสนุกกับขาลงเขายาวๆ มันเหมือนกับว่าทุกอย่างที่ผ่านมาหลายวัน ก็เพื่อเดินลงไปที่ปลายทางข้างหน้า เรามาให้สูงเพื่อเดินลงยาวไกลสุดตาข้างล่างนั่น และหลังจากนี้ไม่ต้องระวังเรื่องการแพ้ความสูงอะไรนั่นอีกแล้ว แค่ระวังอย่าให้ถลาร่วงล้มไปแค่นั้นเอง

เส้นทางหิมะเปลี่ยนไปตามความสูง สู่เส้นทางแห้งแล้งดินปนทราย และเป็นทางราบข้างหน้าไกลลิบ

เป็นการเดินลงยาวสมใจอยากจริงๆ ปวดขาน่วมตั้งแต่สะโพกยันตรีน ฉันเดินบ้าง วิ่งบ้าง ทางขึ้นซิกแซกยังไง ทางลงก็ซิกแซกไม่แพ้กัน ฉันมุ่งหน้าสู่อีกฝั่งของช่องเขา Thorong La จากพื้นหิมะหนา ค่อยๆละลายเป็นทางโคลนแฉะ แสงแดด ความร้อนและรอยย่ำของคนก่อนหน้าทำให้เส้นทางค่อยๆเดินง่ายขึ้น ฉันวิ่งตัดเส้นทางลัดลงมาอย่างเร็วเข้าสู่ผืนดินแห้งแล้งเต็มไปด้วยฝุ่น ลัดเลาะเนินชัน หักเลี้ยวลงไปตามทางหลายคดโค้ง เมื่อมองเห็นที่พักและร้านอาหารตรงเชิงเขาหลังจากพ้นเนิน ก็ยิ่งเร่งฝีเท้าด้วยความดีใจว่าเราใกล้จะถึงแล้ว คิดว่าใช้เวลาเร็วกว่าที่คาด แต่ปรากฏว่ามันยังไม่ใช่จุดหมายของเรา มุกตินาถยังต้องเดินต่อไปอีกชั่วโมงครึ่งตามคำบอกกล่าวของเจ้าของ tea house ฉันเดินต่อไปบนที่ราบข้างหน้าซึ่งเป็นทุ่งกว้าง เมื่อเดินข้ามสะพานยาวทางซ้ายมือตรงเกือบสุดทางของทุ่งแห่งนั้น จึงได้เห็นเมืองมุกตินาถทั้งเมืองอยู่ที่หุบเขาด้านล่าง จากจุดที่ฉันยืนอยู่มุกตินาถเป็นเมืองใหญ่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง เมฆสูงลิบลอยอยู่เบื้องบน แต่ยังต่ำกว่ายอดหิมะสีขาวที่เรียงรายดูสง่าน่าเกรงขามด้านหลัง บริเวณด้านหน้าของเมืองซึ่งเป็นทางที่ฉันกำลังจะเดินเข้าไปเป็นกำแพงสีขาวของวัดยาวจนถึงบันไดที่พาลงไปสู่ตลาดใจกลางเมือง ฉันเดินหมุนกงล้อที่เรียงรายตามแนวกำแพง เปลี่ยนจากคำภาวนาให้ประสบความสำเร็จเป็นคำขอบคุณสำหรับช่วงเวลาที่ผ่าน ในที่สุดฉันก็มาถึงเมือง มุกตินาถ เมืองสุดท้ายของการเดินเทรคเส้นทาง Annapurna Circuit ของฉันแล้ว ฉันสังเกตว่าเสียงต่างๆ รอบตัวดังขึ้นเมื่อเข้าสู่เมือง เสียงเรียกจากพ่อค้าแม่ค้าที่ขายของพื้นเมืองริมทางเดิน เสียงหัวเราะ ร้องไห้ของเด็กๆ เสียงพูดคุยของคนที่สวนไปมา เสียงม้ากุกกักที่ย่างเหยาะๆ คอยรับส่งผู้โดยสารในเขตเมืองมุกตินาถ พร้อมกับสีสันของเหล่าผู้มาแสวงบุญยังวัดศักดิ์สิทธิ์เมืองมุกตินาถ เมืองมีชีวิตชีวา ท่ามกลางบรรยากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย มันเป็นเสน่ห์ของเส้นทางขาลงที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมง

เดินข้ามสะพาน มุ่งหน้าสู่ มุกตินาถ เมืองที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูง

ฉันดีใจที่การเดินยาวไกลหลายวันจบลงแล้ว แต่ก็ยังอดคิดถึงความสวยงามสดชื่นของทิวทัศน์ที่บริสุทธิ์บนเทือกเขาสูงไม่ได้ เมื่อรู้ว่าใกล้ถึงที่พักขายิ่งหนักอึ้งก้าวแทบจะไม่ออก ยิ่งดีใจหนักหนาเมื่อได้เห็นลูกหาบและเพื่อนที่มาถึงก่อนหน้ายืนรอเรียกอยู่หน้าที่พัก เพราะในที่สุดก็ต้องยอมรับว่า “จบน่ะ ดีที่สุดแล้วในเวลานี้”

DAY 13: Muktinath to JOMSOM (2800m.)

ถึงจะคร่ำครวญ ปวดขา ปวดเข่ากันแค่ไหน แต่พวกเราก็ไม่พลาดที่จะใช้เวลาครึ่งวันเช้าเดินขึ้นไปเที่ยววัดศักดิ์สิทธิ์ 1ใน 108 ของชาวฮินดู และวัดพุทธทิเบต ซึ่งอยู่ใกล้ๆกันบนเนินเขาที่เราเดินผ่านมาเมื่อวานนี้

ในเมืองมุกตินาถ ไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์ในเขตตัวเมือง แต่ไม่มีปัญหาสำหรับมอเตอร์ไซค์ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากต่างเมืองสามารถขี่ไปทั่วเมือง แถบนี้จึงได้เห็นสิงห์มอเตอร์ไซค์ big bike หลายกลุ่ม คนในเมืองยังถนัดการเดินเท้าแต่สำหรับคนที่เดินไม่ไหวจริงๆ ที่มุกตินาถมีวินม้าให้บริการ ส่วนใหญ่ใช้บริการสำหรับพามาส่งที่วัดบนเนิน มีนักท่องเที่ยวและผู้แสวงบุญชาวฮินดูจำนวนมากแวะเวียนมาเยือนวัดมุกตินาถ ซึ่งแปลว่า หมดทุกข์ ที่วัดมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ และน้ำที่ไหลออกจากก็อกน้ำรูปวัวเพื่อให้ชำระร่างกาย คลายทุกข์ เดินไปอีกฝั่งเป็นวัดสำหรับชาวพุทธ ภายในวัดมีไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่เคยดับมาหลายร้อยปี บนเนินของวัดเป็นจุดชมวิวมืองมุกตินาถที่สวยงามด้วย

ยอดเขา Dhaulagiri สูงอันดับ7 ของโลก กับเมืองมุกตินาถ

บ่ายโมงเรานั่งรถอีกชั่วโมงครึ่งไปจอมสม (Jomsom) เส้นทางยังอยู่ระหว่างการปรับปรุง ลัดเลาะตามสันเขาที่เต็มไปด้วยกรวด หิน และความหวาดเสียว สองข้างทางแห้งแล้งเนื่องจากเข้าเขตคล้ายทะเลทรายอยู่ท่ามกลางเทือกเขาสูงซึ่งมีสภาพเป็นเขาดินสีน้ำตาลเพราะอยู่หลังแนวฝน บนที่ราบข้างล่างเป็นเส้นทางแม่น้ำที่แห้งขอดจนรถสามารถวิ่งข้ามผ่านได้ เรากำลังอยู่ในเขต Kali Gandaki ซึ่งเป็นเขตทะเลทรายของเส้นทางหิมาลัย อยู่ใกล้แนวติดต่อกับทิเบต คนขับรถพาเราตะลุยผ่านแม่น้ำ Gandaki ก่อนถึงจอมสม บางคนอาจจะเลือกเดินต่อจากมุกตินาถไปจอมสม จะได้บรรยากาศเส้นทางแห้งแล้งทะเลทราย ถ้าอยากได้บรรยากาศแนวนี้เต็มๆ คงต้องพิจารณาเส้นทาง mustang trek กันดู แต่สำหรับพวกเราขอสนุกกับการนั่งรถมันส์แบบนี้หลังจากออกแรงขากันมาหลายวันแล้วดีกว่า

เส้นทางระหว่างนั่งรถไปจอมสม

เราแวะพักที่จอมสม และใช้เวลาสั้นๆที่นี่ กับที่พักใกล้ๆสนามบิน จึงไม่เห็นเมืองจอมสมมากนัก นอกจากฟังจากที่ไกด์บอกว่าจอมสมเป็น city of windy หรือเมืองที่ลมแรง ซึ่งเราก็ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนั้นจริงๆ เมืองอยู่ท่ามกลางฝุ่นจากลมที่หอบมาจากเทือกเขาทะเลทรายรอบๆ จอมสมน่าจะเป็นเมืองใหญ่จากการเป็นชุมทางของการเดินทางสำคัญในแถบนี้มีสนามบิน สถานีรถประจำทางหลัก ผู้คน และบ้านเรือนพลุกพล่านกว่าหลายเมืองที่เราผ่านมาตั้งแต่ Besi sahar

DAY 14: Fly back to Pokhara and fly to Kathmandu

ขึ้นเครื่องบินเล็ก 15 ที่นั่งจาก Jomsom-Pokra

เราร่ำลาซานโต๊ส ไกด์ของเราและทีมลูกหาบที่น่ารักกันที่จอมสม เนื่องจากพวกเขามีงานต่อสำหรับลูกทัวร์ชุดใหม่ในเส้นทาง Mustang อีก 2-3 วันข้างหน้า สนามบินจอมสมเป็นสนามบินขนาดเล็ก เครื่องบินลำเล็กสำหรับ 15 ที่นั่ง พาเรามายังโพครา ตามเวลาที่กำหนด ใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที เราก็มาถึงโพครา เครื่องบินทำให้เราย่นระยะเวลาได้มาก และก็ทำให้เราออกห่างจากความสวยงามของธรรมชาติเทือกเขาด้านล่าง ฉันมองลงไปผ่านหิมะหนา ป่าสีเขียวจากข้างบนนี้ เราช่างไม่มีความสัมพันธ์อันใดกันเลยกับชีวิตและธรรมชาติบนพื้นดินนั้นในเวลานี้ แต่ถ้าจะให้เดินต่อไปโพคราก็ต้องคิดหนักมากอยู่เหมือนกัน
การนั่งเครื่องบินในเนปาลเป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากเสมอ เรามาถึงโพคราเวลา 9 โมงเช้า และนั่งแกร่วรอจนถึงไฟล์ทของเราเวลาบ่ายสอง เพื่อจะพบว่าไฟล์ทช่วงบ่ายถูกยกเลิกทั้งหมดเพราะสภาพอากาศที่ขมุกขมัว และฟ้าปิดที่กาฎมัณฑุปลายทางของเรา

ไฟล์ทแคนเซิล ที่โพครา

จากการนั่งเครื่องบิน 30 นาที ต้องเปลี่ยนมานั่งรถตู้แบบฉุกละหุกกลายเป็นใช้เวลา 6 ชั่วโมง บนรถตู้ไม่มีแอร์ ใบหน้าปะทะลมโชยแรงๆ เพราะต้องเปิดหน้าต่างให้หายอึดอัด ฉันสูดอากาศที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน ไอเสียบนถนนที่พลุกพล่านตลอดทาง คนเนปาลที่น่ารักมากๆจากระหว่างที่เราเดินเทรคและพบเจอ แต่พออยุ่ในเมืองกลายเป็นคนละแบบ เมื่อคนขับรถตู้ที่เราติดต่อเหมาเพื่อพามาส่งกาฐมาณฑุ สำหรับพวกเรา 8 คน แต่คนขับก็ยังไม่วายแวะรับคนเพิ่มตามทางอีก 2-3 คน ฉันพยายามคิดว่ายังไงเขาก็ขยันทำมาหากิน ถ้าไม่ได้รบกวนเรามากนักก็ปล่อยๆไป ดีกว่านั่งทะเลาะ ให้เสียอารมณ์กัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่ฉันได้นั่งรถระหว่างเมืองในเนปาล บรรยากาศยังเหมือนเดิมกับเสียงพูดคุยของคนขับและคนในรถที่ดูเป็นกันเอง เหมือนจะรู้จักกันมานาน จุดแวะพักริมทาง ให้ทานอาหาร และเข้าห้องน้ำ การขับรถที่หวาดเสียวทุกครั้งที่ลืมตาขึ้นมา ถือว่าได้สัมผัสวิถีชีวิตบนการเดินทางอีกแบบที่ครบรสชาติ เราค่อยออกจากห่างจากความสวยงามของธรรมชาติ และวิถีชีวิตที่ดำเนินไปอย่างช้าๆเพราะธรรมชาติรอบข้าง และกลับมาอยู่ท่ามกลางชีวิตในเมืองที่ผู้คนเร่งรีบ ต้องทำมาหากิน อยู่กับความเจริญที่พัฒนาด้วยฝีมือมนุษย์ วิถีชีวิตของชาวบ้านผ่านริมทาง ตลาด และร้านค้า มีชีวิตการเดินทางที่ขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจและสังคมรอบตัว

รถตู้แวะพักให้ซื้อของ และเข้าห้องน้ำระหว่างทางจากโพครา-กาฐมาณฑุ

เรามาถึงที่พักเมืองกาฐมาณฑุในตอนกลางคืนพร้อมกับฝนที่ตกลงมา ด้วยสภาพที่อิดโรยกว่าหลายวันที่ผ่านมา ฉันลากกระเป๋าเข้าห้องพัก แล้วนอนสลบคาเตียงทั้งที่ไม่ได้อาบน้ำ เพราะความเพลียจากการการเดินทาง และที่นอนคืนนี้ก็สบายที่สุดกว่าทุกคืนที่ผ่านมา

Day 15 Kathmandu

เรามีเวลาเที่ยว ซื้อของในกาฐมาณฑุกันอีก 1 วัน วันนี้เป็นวันสบาย วันกิน วันเดินเล่น เราใช้เวลาส่วนใหญ่ในทาเมล แหล่งช้อปปิ้ง ก่อนจะเดินทางกลับเมืองไทยที่คิดถึง

Day 16 It’s time to go Home

THAILAND ฉันดีใจที่ได้กลับบ้านอีกครั้ง และเมื่อกลับมาถึงบ้าน ฉันก็คิดถึงการเดินครั้งต่อไป ชีวิตเหมือนเดินทางเพื่อกลับบ้าน และกลับบ้านเพื่อจะออกไปรู้จักโลกกว้างขึ้นอีกในเร็วๆนี้

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: