Lunar Travel WorldA Legend of Travel
Sigiriya

Sigiriya, Sri Lanka | สิกิริยา ศรีลังกา ข้อมูลและการท่องเที่ยวด้วยตนเอง

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

ขณะนั่งตุ๊กตุ๊กเพื่อมุ่งสู่เมืองสิกิริยา (Sigiriya) ผ่านสองข้างทางที่มีต้นไม้ใหญ่หนาทึบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆจากไม้นานาพันธ์ รีสอร์ทริมทางบางแห่งตั้งชื่อ Ravana ชื่อคุ้นเคยจากวรรณกรรมรามายณะอันยิ่งใหญ่ของอินเดีย Ravana หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า “ราพณาสูร” ใช่สินะ เรามาถึงกรุงลงกา เมืองของราชายักษ์ผู้เกรียงไกร เมื่อรถจอดฉันมองเห็นหินก้อนใหญ่ที่โผล่พ้นเหนือผืนป่าหนาทึบ ด้านบนมีเมืองโบราณที่ถูกสร้างเมื่อพันกว่าปีที่แล้ว ตำนานความเชื่อโบราณส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในอดีต สร้างสรรค์ศิลปะที่มีคุณค่าก่อเกิดความมหัศจรรย์ให้คนยุคใหม่ได้ทึ่งในความหาญกล้า เอาชนะความยากลำบากที่ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือทุ่นแรงใดๆ ทิ้งความล้ำค่านั้นให้เรามาถึงยังสถานที่แห่งนี้ เมืองสิกิริยา เป็นอีกเมืองที่สร้างความประทับใจต่อการเดินทางมาถึงศรีลังกาของฉัน และยังมีสถานที่อื่นๆที่ไม่อยากให้พลาดเพื่อดื่มด่ำไปกับอดีตกาล ความรุ่งเรืองและปะติดปะต่อตำนานเก่าแก่ที่ถูกบอกเล่าในวรรณกรรมอันยิ่งใหญ่ของชมพูทวีป

วิธีการเดินทาง และสิ่งที่ควรรู้

จากแคนดี้ (Kandy)

นั่งรถบัสสาย 42,43 ซึ่งเป็นรถบัสสายเหนือเพื่อไปลงที่เมืองดัมบุลลา (Dambulla) รถนี้ไม่ได้สิ้นสุดที่นี่ ดังนั้นต้องบอกกับพนักงานขับรถว่าเราจะไปลงเมืองดัมบุลลา ค่ารถ 220 รูปี (50 บาท) ใช้เวลาประมาณ 2-2.30 ชั่วโมง

แนะนำว่าควรสอบถามราคาให้ดีๆ เพราะทีแรกเด็กรถบอกเราว่าคนละ 400 รูปี คือราคาเต็มที่ไปสิ้นสุดปลายทางเมืองอนุราธปุระ แต่โชคดีที่คนขับซื่อสัตย์หันมาตวาดเด็กรถว่า 220 รูปี พร้อมทั้งชี้ให้ดูป้ายราคาตามระยะทางที่ติดไว้บนรถ

พ่อค้าเอา Piti หรือ ดาลทอด ขึ้นมาขายบรถ รสชาติเข้มข้นถึงเครื่องเทศมาก

รถบัสสาย 42 เป็นรถบัสคันใหญ่ไม่มีแอร์ ส่วนสาย 43 เป็นคันเล็กติดแอร์ รถออกเรื่อยๆ เต็มก็ออก แต่บนรถไม่มีที่วางของ เราไปกัน 3 คนกระเป๋าใบใหญ่ทั้ง 3 คน คนขับรถขอให้เราซื้อที่นั่งเพิ่มอีก 1 ที่สำหรับวางของ เราก็เห็นด้วยตามนั้น ระหว่างทางรถจะรับคนขึ้นเรื่อยๆ และมีชาวบ้านเอาขนมขึ้นมาขายบนรถเป็นระยะ

เมื่อถึงดัมบุลลา (Dambulla) รถจอดตรงป้ายสำหรับจอดรถ ที่นี่สามารถรอเพื่อต่อรถบัสเข้าไปเมืองสิกิริยา (Sigiriya) รถจะมาทุกครึ่งชั่วโมง ตามข้อมูลที่อ่านมาค่ารถประมาณ 130-160 รูปี แต่พวกเราพักที่ดัมบุลลา เพราะมีแผนจะไปเที่ยวถ้ำดัมบุลลา จึงเรียกตุ๊กตุ๊กมาใช้บริการไปจนถึงให้รับส่งไปเที่ยวเมืองสิกิริยาในวันถัดไปด้วย คิดค่าใช้จ่าย 2 วันๆละ 2000 รูปี อ่านเรื่องเทคนิคการหาลูกค้าของตุ๊กตุ๊ก Dambulla

สิ่งที่น่าสนใจ และสถานที่แนะนำ

DAMBULLA ROCK CAVE TEMPLE

วัดถ้ำดัมบุลลา แบ่งออกเป็น 5 วัดเล็กๆในถ้ำเก่าแก่บนเขาซึ่งเราต้องเดินขึ้นบันไดไปตามทางชนิดเรียกเหงื่อพอสมควรในตอนบ่ายๆ ถ้ำนี้ถูกสร้างจากหินก้อนใหญ่แกะสลักด้วยมือเป็นถ้ำ เพื่อพระสงฆ์เข้ามาปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ก่อนคริสศตวรรษที่ 1 ถ้ำนี้ได้เป็นที่หลบซ่อนตัวของ Valagamba of Anuradhapura กษัตริย์องค์หนึ่งแห่งเมืองอนุราธปุระ ซึ่งหลบหนีภัยจากการบุกรุกของชาวอินเดียใต้เป็นเวลานานถึง 15 ปี ต่อมาเมื่อทรงได้ชัยชนะและกลับไปปกครองเมือง ก็ตอบแทนพระสงฆ์ที่ช่วยให้สถานที่หลบภัยด้วยการอุปถัมภ์วัดถ้ำแห่งนี้ จนเป็นธรรมเนียมสืบต่อในกษัตริย์องค์ต่อๆมา พระพุทธรูปต่างๆที่เราได้เห็นได้ถูกสร้างและนำไปประดิษฐานในช่วงปีค.ศ. 1190 ส่วนสีสันสวยงามภายในถ้ำได้รับการตกแต่ในราวศตวรรษที่ 18 ส่วนกำแพงและเสาด้านหน้าถูกต่อเติมเพื่อแบ่งสัดส่วนวัดทั้ง 5 ในปี 1938 วัดถ้ำดัมบุลลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1992

ห้องหนึ่งในวัดถ้ำ Dambulla

เมื่อเทียบกับถ้ำอื่นๆของศาสนาพุทธที่หลงเหลือมาในช่วงเดียวกันเช่นถ้ำอชันต้าในอินเดีย แม้ว่าที่นี่จะเล็กกว่า แต่ภายในมีความสวยงามวิจิตรบรรจงกว่า และได้รับการดูแลอย่างดี เนื่องด้วยได้รับการดูแลจากกษัตริย์ และประชาชนศรีลังกาที่ประเทศนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่

ค่าเช้าชม สำหรับชาวต่างชาติคนละ 1500 รูปี (ประมาณ 300 บาท) มีเจ้าหน้าที่คอยสอดส่องดูแลไม่ให้ถ่ายรูปคู่กับพระพุทธรูปในวัด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพสักการะสถานที่สำคัญทางศาสนา ซึ่งที่นี่คนมาส่วนใหญ่เป็นชาวศรีลังกาท้องถิ่น

การแต่งตัวเข้าชมควรสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ไม่ใส่แขนกุด เกาะอก และนุ่งสั้น ซึ่งจะมีผ้าถุงให้บริการเช่าด้านหน้า รวมทั้งที่ฝากรองเท้า ระหว่างเดินเข้าไปชมสามารถพกถุงเท้าไปใส่เวลาเดินกลางแดดได้ เพราะพื้นหินปูนด้านหน้าร้อนมาก อย่างไรก็ตามควรเตรียมเศษเงินให้พร้อมเมื่อจ่ายค่าฝากรองเท้าตามแต่จะให้ ซึ่งต้องให้

หนังสือนำเที่ยวแนะนำให้มาชมช่วงเย็น เพื่อดูพระอาทิตย์ตกดินจะเป็นจุดชมวิวที่สวยมากแห่งหนึ่งของที่นี่ แต่เรามีเวลาน้อยเลือกไปชมพระอาทิตย์ตกดินกันที่ Pidurangala Rock แทน

https://en.wikipedia.org/wiki/Dambulla_cave_temple

PIDURANGALA ROCK

จุดชมวิวบน Small Rock หรือ Pidurangala Rock ฝั่งตรงข้ามของ Lion Rock

เรียกที่นี่อีกอย่างว่า “Small Rock” อยู่ในเขตเมืองสิกิริยา โดยนั่งรถตุ๊ก ตุ๊กเข้ามาประมาณครึ่งชั่วโมง ซึ่งกายัน (Gayan) คนขับรถของเราก็ซิ่งอย่างเร็วเพื่อให้พวกเราได้มีเวลาไปชื่นชมความงามด้านบนนานหน่อย หิน Pidurangala นี้เป็นหินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Lion Rock หรือ Sigiriya ด้านล่างก่อนทางขึ้นเป็นวัด ซึ่งเราต้องถอดรองเท้าเดินผ่านไปด้านหลัง แล้วค่อยเดินขึ้นทางชันผ่านพระนอน ซึ่งอยู่ระหว่างทาง ก่อนถึงยอดด้านบนเป็นหินหลายก้อนที่ซ้อนกันไม่เป็นทาง ต้องปีนป่ายใช้แรงกันพอควร ยิ่งมาเจอกับกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นที่มาแบบกลุ่มใหญ่ต้องคอยระมัดระวังให้กับบรรดาลุงป้าสูงอายุแต่มีจิตใจแข็งแกร่งพยายามขึ้นมาด้านบนหินนี้

บนนี้ไม่มีค่าเข้าคนละ 500 รูปี (100 บาท) บางคนที่เจอกันบอกว่ามาที่นี่แห่งเดียวก็พอ เพราะจุดนี้คือจุดที่สวยที่สุดในการชมเมืองสิกิริยาที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ซึ่งค่าเข้าค่อนข้างสูง ประมาณ 35 ดอลลาร์ ฉันเห็นด้วยกับเขาว่าที่นี่คือจุดชมวิวที่สวยจริงๆ ไม่ว่าจะมองด้านไหนไม่เพียงแต่ด้านชมหินใหญ่ก้อนนั้น ผืนป่าเขียวหนาทึบและเจดีย์สีขาวไกลๆ แม่น้ำที่พาดผ่านส่องประกายวิบวับ เรามองเห็นความสงบร่มรื่นจากบนนี้ สมกับเป็นสถานที่ที่พระ หรือบางคนขึ้นมานั่งสมาธิตั้งแต่อดีต ได้เฝ้ามองความทะเยอทะยาน และการล่มสลายอันไม่จีรัง ของเมืองใหญ่ตรงหน้า อย่างไรก็ตามฉันก็ยังอยากจะไปเดินขึ้นเพื่อชมวิว และชมหลักฐานความทะเยอทะยานนั้นด้วยตาสองข้าง ขาสองขาของฉันในวันพรุ่งนี้แต่เช้า

SIGIRIYA ROCK FORTRESS

Sigiriya , Srilanka

สิกิริยา หรือ หินสิงห์โต ถือแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดของศรีลังกา ด้วยความสูงของหินกว่า 200 เมตรที่โผล่พ้นผืนป่าขนาดใหญ่ ทำให้มีความโดดเด่นมาตั้งแต่โบราณในความสูงส่งและยิ่งใหญ่เหนือผู้อื่นใด สิ่งนั้นอาจเป้นเหตุให้กษัตริย์ผู้ทะเยอทะยานขึ้นไปสร้างพระราชวังบนยอดสูงสุดของหินก้อนนั้นดั่งอยู่บนสวงสวรรค์ แต่ขณะเดียวกันความสูงนี้ก็ทำให้ถูกล้อม และไม่สามารถส่งเสบียงขึ้นไปด้านบน เมื่อถูกศัตรูกลับมาแก้แค้นในภายหลัง

ตามประวัติเมืองด้านบนนี้ถูกสร้างโดยกษัตริย์กัสยปะเมื่อประมาณปี ค.ศ.400 หลังจากทรงทำการปิตุฆาต ฆ่าบิดา และขับไล่น้องชายต่างมารดาเจ้าชายโมคคัลลาน์ รัชทายาทซึ่งเป็นลูกชายของมเหสีเอกผู้มีสิทธิครองราชย์จนต้องหนีไปไกลถึงอินเดีย เนื่องจากทรงเป็นลูกเมียน้อยสามัญชนไม่มีสิทธิครองราชย์ เพื่อแย่งชิงบัลลังก์ที่เมืองอนุราธปุระ แต่ต่อมาถูกประชาชนลุกฮือต่อต้านจนต้องหนีสร้างเมืองใหม่ที่สิกิริยา บนหินใหญ่ท่ามกลางป่าใหญ่ ทรงใช้เวลาในการปกครองที่เมืองแห่งนี้ไม่นานก็ถูกกองทัพของน้องชาย เจ้าชายโมคคัลลาน์ตามมาปราบ จนต้องฆ่าตัวตายในพระราชวังเมื่อปีค.ศ. 495 และเมืองนี้ก็ถูกทิ้งให้เป็นสถานที่บำเพ็ญเพียรของบรรดาพระสงฆ์จนถึงประมาณปี ค.ศ.1300 จากนั้นก็ถูกลืมไปจนได้รับการค้นพบอีกครั้งในปี 1815

เมืองสิกิริยาด้านบนนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 7 ปี เราเดินขึ้นบันไดไปตามทางซึ่งเป็นบันไดในยุคใหม่ มีร่องรอยคล้ายขั้นบันไดเล็กๆให้เห็นบ้างแต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นทางขึ้นเพื่อไปสร้างพระราชวังด้านบนนั้นได้ ระหว่างทางผ่านสวนป่า สวนน้ำ ชมภาพเขียนเฟรสโก้รูปนางอัปสรที่สีสันยังสดใส ผนังกระจกที่ไม่ใสแล้วแต่ราบเรียบเนียนกิ๊ก ก่อนจะไปถึงอุ้งเท้าสิงห์โตที่จะต้องไต่บันไดสูงอีกครั้งเพื่อไปถึงบริเวณที่เคยเป็นพระราชวังด้านบน

ไม่มีซากพระราชวังเก่าให้เห็นเพราะของเดิมถูกสร้างด้วยไม้ แต่ส่วนฐานที่ถูกก่อด้วยหิน และร่องรอยสระน้ำ แผนผังต่างๆยังมองออกว่าเคยมีสิ่งก่อสร้างถูกสร้างอยู่ด้านบนแห่งนี้ กษัตริย์กัสยะปะน่าจะเป็นผู้มีอารมณ์ศิลปะอย่างมาจากการแกะสลักหินก้อนใหญ่ให้เป็นรูปสิงห์โต แม้ปัจจุบันเหลือเพียงอุ้งเท้าขนาดใหญ่น่าเกรงขามให้เราได้เห็นก่อนเดินขึ้นอีกชั้น รวมทั้งที่นั่งชมวิวความงามด้านบนที่ถูกทิ้งไว้ว่าเป็นสถานที่ชมวิวของท่านขณะใช้ชีวิตบนยอดเขาแห่งนี้พร้อมด้วยสระน้ำขนาดใหญ่ด้านหน้าสำหรับสรงน้ำกับเหล่าสนมกำนัล อันอาจเป็นต้นแบบรูปภาพหญิงสาวในภาพเขียนเฟรสโก้ที่ได้เห็นระหว่างทาง

ค่าเข้าชม 35$ สำหรับชาวต่างชาติอาจจะดูสูงมากเมื่อเทียบกับหลายแหล่งท่องเที่ยวในศรีลังกา แต่ฉันคิดว่าคุ้มค่าน่าชมทุกส่วน แม้จะต้องออกแรงเดินกันสักนิดเพื่อมาถึงบนยอดด้านบนพร้อมเหงื่อไหลไคลย้อย แต่ลมเย็นๆ และนั่งพักชมวิวบนนี้ก็คลายเหนื่อยได้มาก ควรมาถึงเช้าๆหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวกรุ๊ปทัวร์จำนวนมาก เพราะช่วงเวลาต้องรอต่อคิวเดินบนทางแคบๆ และอากาศร้อนอาจสร้างความหงุดหงิดไจนพลาดที่จะหันไปชื่นชมสิ่งส่วยงามระหว่างทาง

ด้านบนหิน Lion Rock ซึ่งเคยถูกสร้างเป็นพระราชวังด้านบน ตัวพระราชวังซึ่งทำด้วยไม้ไม่มีซากให้เห็นแต่คงได้จากฐานรากและสระน้ำที่ขุดไว้

พักที่ไหน

มาเที่ยวเมืองสิกิริยา สามารถเลือกพักได้ทั้งที่ดัมบุลลา หรือ สิกิริยา ทั้งสองเมืองนี้ห่างกันประมาณ 30 กม. ลักษณะที่พักจะเป็นรีสอร์ทในสวนป่า ร่มรื่น ตั้งแต่เกสเฮ้าส์ไปจนถึงแบบ 5 ดาว นอนชมวิวหินก้อนใหญ่อันเป็นสัญญลักษณ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้

Hotel Gala Addara  เมืองดัมบุลลา เป็นที่พักสไตล์เกสเฮ้าส์ อยู่ภายในสวนที่ร่มรืน พร้อมอาหารเช้า มีบริการอาหารเย็น แต่ต้องสั่งล่วงหน้า อยู่ไม่ไกลจากจุดจอดรถบัส และประมาณ 3 กม.ห่างจากถ้ำดัมบุลลา ที่พักร่มรื่น สะอาด พร้อมแอร์และไวไฟ เราไปถึงช่วงเที่ยงๆ ขณะที่พนักงานกำลังทำความสะอาด จึงได้ฝากของไว้ก่อนแล้วออกไปเที่ยว ค่อยกลับมาเช็คอินในตอนเย็น ซึ่งทุกอย่างพร้อมเรียบร้อยดีมาก อย่างไรก็ตามจากถนนใหญ่เข้ามาถึงที่พักต้องเดินประมาณ 200 เมตร จึงแนะนำสำหรับคนที่ขับรถมาเอง หรือติดต่อเช่ารถตุ๊กตุ๊ก รับส่งส่วนตัวจะสะดวกขึ้น

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: