• Menu
  • Menu

My way in Beijing

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

beijing

ปักกิ่ง เมืองที่คิดว่าต้องไป เพราะความบ้าหนังจีนเป็นทุนเดิม ตั้งแต่เด็กมาแล้วฉันดูหนังจีนแทบทุกเรื่องที่เข้ามาฉายในเมืองไทย ดูจนไม่เป็นอันกิน อันนอน ดูจนกระทั่งจำได้ว่าสมัยก่อนแทบจะไล่ยุคสมัยแต่ละราชวงศ์ของจีนได้แม่นยำกว่าของไทยด้วยซ้ำ หมิง ชิง ฮั่น หยวน มองโกล จิ๋น กระทั่งเหมาเจ๋อตุง แม้แต่ซุนยัดเซ็น ดูไปสับสนไปกับตัวละคร แต่ละเรื่อง เพราะคนแต่งเอาก๊วยเจ๋ง เตียบ่อกี้ เข้ามาช่วยปราบปรามกู้ราชบัลลังก์ ทำเอาคนดูโง่ๆ อย่างฉัน นึกว่ามีตัวตนจริงๆ
หลังๆ หนังจีนมีมาฉายน้อยลง ไอ้ที่มีมาก็ไม่ค่อยได้ดู เพราะด้วยเรื่องของเวลา ทำให้ชักจะลืมเลือน ต้องอาศัย Lonely Planet มานั่งอ่านประวัติกันยกใหญ่ก่อนเดินทางพิชิตปักกิ่ง
ฉันเลือกเดินทางไปปักกิ่งด้วยตัวเอง เพราะอยากจะมีเวลามากๆ ไม่เร่งรีบ ได้เดินทางเอง คิดเอง ไปเอง ที่สำคัญไม่ต้องรีบตื่นแต่เช้า ไปแบบตามใจตัวเอง เหนื่อยก็นั่งพัก แถมจะได้มีเวลาแต่ละที่นานๆ หน่อย (อันที่จริง ขี้เกียจง่ะ…) เพราะแต่ละที่มันช่างใหญ่โต ใหญ่จริงๆ
ดังนั้นเส้นทางนี้ถึงแม้ปลายทางจะเหมือนใครหลายๆคนที่ไปปักกิ่งมาแล้ว แต่ระหว่างทางที่ฉันได้พบเห็นจึงเป็นเส้นทาง แบบที่ฉันเลือกเอง ไม่ใช่แบบเจาะลึก หวังได้สัมผัสชาวบ้านชาวเมืองอะไรนั่นหรอก แต่อยากไปแบบสบ๊าย สบาย ไม่ต้องวุ่นวายกับใครเพราะรู้ตัวว่าเป็นคนขี้รำคาญ แถมชอบเดิน เดิน และก้อเดิน เล่นเอาโคตรเมื่อย เดินจนขาลาก ตามสไตล์ของฉันเองแหละ

LuNar


+ จตุรัสเทียนอันเหมิน

เราออกเดินทางจากกรุงเทพกันตอนเที่ยงคืนกว่าๆ มาถึงปักกิ่งในตอน 6 โมงเช้า สนามบินปักกิ่งใหญ่โต ทันสมัย มีการจัดการที่ดีไม่คับคั่ง ขั้นตอนการ immigration ก็สะดวกรวดเร็ว แค่ภายในสนามบินได้พบกับความทันสมัย ทั้งการออกแบบสนามบิน ตึก อาคารต่างๆ เราออกมารอรถ shuttle bus เพื่อเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองปักกิ่ง ด้วยราคาเพียงแค่ 16 หยวน รถเข้าเมืองปักกิ่งมีหลายสาย สะดวกสบาย โดยไม่จำเป็นต้องใช้บริการแท็กซี่เลย ประหยัดไปได้เยอะ
เราเข้าพักกันที่ โรงแรม Harmony อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟใหญ่ของปักกิ่ง (Beijing Railway Station) วันแรกของปักกิ่งเราใช้เวลาครึ่งวันเช้าในการเดินทางเข้าเมือง และเดินหาโรงแรม พร้อมกับหลบหลีกการเรียกให้ใช้บริการแท็กซี่ รถลากที่เข้ามารุมนักท่องเที่ยว เพื่อจะพาเราไปที่พัก พอถึงโรงแรมด้วยความเหนื่อยและเพลียอย่างแรง ฉันและน้องสาวเพื่อนร่วมเดินทางครั้งนี้ ถึงกับนอนหลับไปจนบ่ายกว่าๆ กว่าจะตั้งต้นออกมาเดินเล่นและชมเมืองปักกิ่ง โดยจุดสตาร์ทแรกของเราวันแรกคือจตุรัสเทียนอันเหมิน
เราเดินจากโรงแรมไปยังจตุรัสเทียนอันเหมินใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที พร้อมกับรถลากที่ตามเรามาตั้งแต่โรงแรม จนเกือบถึงเทียนอันเหมิน ราคาตั้งแต่ 3 หยวนจนถึง 1 หยวน ลดราคากันไปเรื่อยๆ ตามระยะทางที่ลดลงมา เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปรถลากมา จะได้เห็นว่าทำไมไม่ขึ้น เป็นรถลากแบบจักรยาน ข้างหลังเป็นที่นั่งเหมือนกระบะ ขืนไปนั่งขำกันตาย
จตุรัสเทียนอันเหมินเป็นลานกว้างใหญ่มากๆ มีตึกสำคัญของรัฐบาลตั้งอยู่รอบๆ บริเวณ ยังคงมีตึก ประตูเก่าๆ อย่าง Front Gate ,Heavenly Gate ซึ่งเป็นของโบราณหลงเหลือตระหง่านเคียงคู่กับของความเจริญใหม่ๆ ที่กำลังถาโถมปักกิ่งอย่างแรง รอบๆ บริเวณกำลังได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากขึ้น
บริเวณนี้เป็นแหล่งความเจริญ รุ่งเรืองของทุกยุคสมัยของปักกิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Forbidden city จากยุคสมัยจีนโบราณ มาสู่จีนยุคคอมมิวนิสต์ และกำลังก้าวเข้าสู่จีนปัจจุบันที่ทุนนิยม หลั่งไหลเข้ามาและกำลังนำปักกิ่งเปลี่ยนไปสู่อีกยุคที่คาดไม่ถึง เพราะเหมือนกับยุดนี้เป็นยุคที่ไม่มีการวางแผน แต่ไหลไปตามกระแสโลกที่มีทั้งความ

เจริญ รุ่งเรือง ความเสื่อม อยู่ที่ว่าประชาชน จะเลือกแบบใดเข้าไว้ให้กับตนเอง
เราเดินเล่นเดินดูรอบๆ จนเกือบเย็นได้เห็นมีชาวจีนมารอดูพิธีเอาธงลงจากเสาซึ่งมีพิธีการทหารมาเดินสวนสนาม เห็นได้ว่าคนจีนส่วนมากยังไม่ค่อยมีระเบียบ เพราะเค้าจัดที่ไว้ก็พากันทะลักเข้ามา ทหารตำรวจต้องคอยไล่ เห็นกระทั่งตะโกนด่า เดินเข้าเดินออกกันอยู่หลายรอบ ทำเอาเราที่จะรอดูเสียอารมณ์จะดูซะหน่อย เลยต้องยอมแพ้คนจีนที่มารอดู ต้องถอยออกมาก ทีแรกกะว่าจะเดินออกมาเลย แต่ก็ออกไม่ได้เพราะเค้าปิดถนนไม่ให้เดินออกซะแล้ว เลยต้องนั่งรอจนพิธีการเค้าเสร็จเรียบร้อย ถึงได้ออกมาได้
ทหาร ตำรวจของที่นี่ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่าหน้าตาเด็กๆ กันหลายคน สงสัยให้เข้ามาแต่เด็กจะได้ปลูกฝังให้เชื่อฟังเคารพคอมมิวนิสต์มั้ง
จากเทียนอันเหมินเราเดินไปยังถนนWangFuJing เป็นถนนคนเดินมีห้างฯ ร้านแบรนด์เนมเต็มสองข้างทาง ตามตรอกเล็กๆยังคงมีร้านอาหาร และของกินแปลกๆ อย่างแมงป่อง ม้าน้ำ ปิ้งขายกัน ความเก่าใหม่ของปักกิ่งอยู่รวมกันที่นี่และรอเวลาเปลี่ยนแปลงไปในที่สุด


+ พระราชวังต้องห้าม (Forbidden City)
วังใหญ่กว่า 1 ล้านตารางเมตร

ถ้านั่ง subway แล้วมาลงที่สถานี Tian An Men Xi  เมื่อเดินขึ้นมาจะพบกับตึกรูปทรงครึ่งวงกลม National Grand Theater  โรงละครแห่งชาติแห่งใหม่ของปักกิ่ง ตึกนี้สะดุดตาเราตั้งแต่เห็นภาพครั้งแรกบนเครื่องบิน ไม่ใช่เพียงแค่ตึกนี้ระหว่างที่เที่ยวอยู่ในปักกิ่ง มีตึกรูปทรงแปลกใหม่แทบทุกจุดของปักกิ่ง ถ้ามีเวลาค้นหาปักกิ่งมากกว่า หรือลองสำรวจจะพบว่าปักกิ่งไม่ใช่เพียงแค่เมืองเก่า แต่กำลังจะขายความทันสมัย ความเจริญ ความแปลกใหม่ผ่านตึกรามบ้านช่อง และศิลปะหลังจากหยุดพัก ปิดประเทศมาเนิ่นนาน
วันนี้ทั้งวันเราแพลนไว้เพียงแค่ Forbidden City หรือพระราชวังต้องห้าม หรือพระราชาวังกู้กง พระราชวังใหญ่โต โอฬาร ที่ภายในมีอาคารกว่า 800 หลัง ห้องต่างๆ กว่า 9000 ห้อง กินเนื้อที่กว่า 1 ล้านตารางเมตร
พระราชวังสำหรับกษัตริย์ หรือที่พวกเราเรียกกันว่า ฮ่องเต้ ภายในกำแพงวังแบ่งเป็นสัดส่วนตามลำดับขั้น มีแต่ขุนนาง บุคคลสำคัญ และฮ่องเต้ทั้งพระญาติจึงจะสามารถเข้ามาภายในวังนี้ได้ แต่ละอาคารตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม ชั้นในที่เป็นที่ประทับตกแต่งจำลองสวนอย่างดงาม คนธรรมดาสามัญไม่สามารถเข้ามาภายในวังนี้ได้
พระราชวังต้องห้ามนี้เริ่มต้นก่อสร้างครั้งแรกในสมัยราชวงศ์หยวนจากมองโกล โดยกุบไลข่าน ต่อมาฮ่องเต้หยงเล่อ แห่งราชวงศ์หมิงได้มาต่อเติมและวางผังของวังใหม่ให้ใหญ่ขึ้น (1406-1420) การก่อสร้างใช้คนงานและช่างฝีมือนับล้านคน พระราชวังตั้งอยู่ใจกลางเมือง ล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่ เป็นที่ส่วนพระองค์ของฮ่องเต้ และพระญาติของพระองค์ กำแพงเมืองนี้ก่อสร้างด้วยอิฐประมาณ 12 ล้านก้อน นับเป็นกำแพงเมืองดั้งเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงจากของเดิมตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง ส่วนสิ่งก่อสร้าง พระราชวังอื่นๆ นั้นเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นยุคหลังปี 1800 เนื่องจากวังเดิมนั้นก่อสร้างด้วยไม้ที่ติดไฟง่าย จึงโดนเผาไหม้ไปเป็นส่วนใหญ่ทั้งจากธรรมชาติความแห้งแล้งฝุ่นจากทะเลทรายโกบี จากงานเทศกาลโคมไฟ หรือแม้แต่ความตั้งใจของขันทีหรือขุนนางที่มีอำนาจเพื่อจะได้ทุจริตจากการก่อสร้างซ่อมบำรุง (ที่มา: Lonely Planet Beijing)
ถ้าจะชมให้ทั่วทั้งวัง และยิ่งถ้าสนใจในรายละเอียดของแต่ละวัน น่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน และต้องไปดูของจริงบางส่วนที่พิพิธภัณฑ์ไต้หวัน เนื่องจากถูกโยกย้ายไปตั้งแต่สมัยเจียงไคเช็คหลบหนีไปตั้งประเทศใหม่ที่ไต้หวัน ซึ่งทำให้เราคิดว่าคงต้องหาโอกาสไปดูให้เห็นกับตาให้ได้ซักครั้ง
เดินทะลุจากด้านหน้าไปสู่ด้านหลังแล้วข้ามถนนไปจะพบกับสวน Jingshan Park สวนนี้เป็นเนินเตี้ยๆ ที่เกิดจากการขุดคูคลองรอบพระราชวังต้องห้าม มาถมเป็นสวน
ส่วนที่เป็นเนินเขาสามารถใช้ป้องกันฝุ่น พายุ ที่พัดจากทางเหนือให้กับพระราชวังต้องห้ามได้ หากเดินขึ้นมาถึงบนยอดเขาจะได้เห็นวิวพาโนรามาของหลังคาพระราชวัง ต้องห้ามได้ชัดเจน ด้านตะวันออกของสวนเป็นสถานที่กษัตริย์หมิงองค์สุดท้ายหลบหนีพวกกบฏที่รุกเข้ามายังประตูเมืองและมาผูกคอตายบนต้นท้อที่นี่ ค่าเข้าชมสวนแค่ 2 หยวน เราซื้อมันเผา กับข้าวโพดมานั่งกินเล่นแก้หิว เพราะหาร้านอาหารใกล้ๆ แถวนั้นไม่มีเลย จากนั้นก้อลากสังขารเดินขึ้นไปด้านบนเพื่อถ่ายรูปจากมุมสูงทำให้เห็นหลังคาของวังต่างๆ และตึกสูงรอบวังต้องห้ามได้อย่างชัดเจน
market เราเดินผ่านตลาดนัดริมถนน ใกล้กับถนน Wang Fu Jing มีของกินขายมากมาย ที่เห็นเป็นนิยมในหมู่หนุ่มสาวคือสตรอเบอรี่ชุบน้ำตาลหวานๆ เสียบไม้ขายเห็นมีขายทั่วเมือง เราชิมไปหน่อยแต่ไม่ชอบเพราะหว๊านหวาน หวานมากๆ เดินซื้อของที่นี่ควรถามราคาให้แน่นอน ไม่งั้นอาจโดนหลอก เราเห็นหมี่ผัดน่ากิน ดูราคาที่ติดไว้แล้วพอกินได้ พอตักให้เรากับบวกราคาจากป้าย บอกว่าตักให้ 2 อย่าง ทำเอาเราหงุดหงิด แถมไม่อร่อยอีกต่างหากเพราะมันมากๆ เลี่ยนสุดๆเลย ยิ่งพาลหงุดหงิดเป็น 2 เท่า


+ เป็ดปักกิ่ง (Beijing Duck)
เป็ดย่างมัน มัน แบบฉบับปักกิ่ง
duck04

มาถึงปักกิ่ง แล้วไม่กินเป็ดปักกิ่งกลัวว่าฟ้าจะลงโทษ เราสองคนพี่น้องต้องมีภาระสำคัญในการเสาะหาร้านเป็ดปักกิ่งที่มีชื่อเสียง เพื่อลิ้มชิมรสเป็ดปักกิ่ง ตามปกติเราเองก็ชอบเป็ดปักกิ่งกันอยู่แล้ว พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวบางทีก็ขนกันทั้งบ้านไปกินเป็ดปักกิ่งตามโรงแรม หรือที่ไหนทีเค้าว่าอร่อยกัน ดังนั้นมาถืงปักกิ่งต้องลองกัน
เราไปที่ร้าน Quanjide เฉียนจี๋เต๊อะ สาขาถนนหวังฟู่จิ่ง ร้านหรูหรามากๆ อยู่ชั้น3 พอเข้าไปสีทองอร่ามงามตา พอนั่งโต๊ะปุ๊บ เอาเป้วาง เสื้อกันหนาวแขวนไปที่เก้าอี้ พนักงานรีบเอาผ้าสีทองมาปิดบังไว้ทันที เป็นอย่างนี้ทุกโต๊ะ คงเพื่อให้ร้านเป็นสีทองสวยงามตลอดเวลา รักษาธีมร้านเป็นอย่างดี
เราไม่พูดพร่ำ สั่งเป็ดปักกิ่งแน่นอน ตอนนี้ตัวละ 198 หยวน น้ำจิ้ม กับแป้งต่างหาก เราสั่งมาครึ่งตัว 99 หยวน พร้อมน้ำจิ้ม 1 หยวน แป้ง 5 หยวน ขายแยกันไม่เป็นชุดนะคะ กับผัดผักอีกอย่าง ผัดผักรอไม่นาน แต่เป็ดรอพักใหญ่ทีเดียว พอมาถึงปุ๊ป ก้อมาพร้อมกับมือเฉือนเป็ด ฉับ ฉับ ด้วยความเร็ว ส่งหนังเป็ดกรอบ ใส่จานเล็กมาให้เราลองก่อน 4-5 ชิ้น หลังจากนั้นก็เฉือนต่อไป ติดเนื้อมาด้วย เหมือนกินเป็ดย่างบ้านเราแหละ ห่อแป้ง จิ้มน้ำจิ้ม เหมือนบ้านเรา พอเข้าปาก เท่านั้น มันมากๆ หนังเป็ดอร่อยดี แต่ไม่ชอบที่ในส่วนเนื้อ ก็กินพร้อมกันไปเลย นึกว่าจะเอาเนื้อไปทำอย่างอื่น อย่างบ้านเรา พอกินไปเรื่อยๆ ก็มัน ไปเรื่อยๆ ปากงี้มันแผลบ สรุปได้ว่าของบ้านเราที่เมืองไทยอร่อยกว่า เข้าใจว่าพอเข้ามาบ้านเราคงเอามา apply เรียบร้อยให้เข้ากับปากคนไทยแล้ว
duck03พอเห็นแล้วถึงได้เข้าใจว่า เป็ดปักกิ่งก็คือเป็ดที่ทำตามแบบฉบับของชาวปักกิ่งเค้า ปกติการกินก็น่าจะกินกันธรรมดาๆ เหมือนเป็ดฮ่องกง ซึ่งก็มีแบบฉบับและรสชาตที่ไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเป็ดปักกิ่ง ต้องกินแบบบ้านเราที่เมืองไทย ที่จะได้กินหนังล้วนๆ ส่วนเนื้อเอาไปทำอย่างอื่น
ร้านที่เราไปกิน มีหลายสาขาแต่สาขาที่เค้าแนะนำกันเป็นสาขาที่ถนน Qianmen  เราไปเดินหากันเหมือนกัน แต่แถวๆนั้นตอนที่ไปกำลังปรับปรุงถนนก็เลยปิดชั่วคราว


+ กำแพงเมืองจีน (Great Wall : Badaling)ไปเดินล่นสบายๆ ที่กำแพงใหญ่

great-wall

The must ที่สำคัญของการไปเยือนปักกิ่ง หรือแม้แต่การไปเมืองจีน ที่สำคัญที่ทุกคนอยากไปเห็น ไปสัมผัสกับตาน่าจะเป็นกำแพงเมืองจีน ไม่งั้นคงไม่เรียกว่าไปถึงเมืองจีน
สำหรับเราไปซะ 2 ครั้งเลย เพราะวันแรกที่ไปตื่นสาย โดนแท็กซี่รุม โดนหลอกสารพัดกว่าจะไปถึงป้ายรถ ใช้เวลาเดินทางอีกชั่วโมงกว่าๆ ไปถึงเกือบเย็น แถมเจอฝนอีกต่างหาก วันแรกเลยไปแค่ปากประตูแล้วกลับ คิดซะว่ามาดูลาดเลา เดี๋ยวหาเวลามาใหม่เพราะเรามีเวลาไม่เร่งรีบ วันที่สองที่ไปก็เลยราบรื่น ไร้ที่ติ อยู่ซะทั้งวันเลย
การเดินทางไปกำแพงเมืองจีนด้วยตัวเองไม่ยากค่ะ นั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Jinshitan ออกทางประตูทิศตะวันออก หรือออกด้านประตู A พอเดินออกมาหน้าถนนใหญ่ด้านหน้ามีถนนสะพานพาดผ่าน 4 แยก ให้เดินมาด้านซ้าย เดินไปประมาณ 500 เมตรถึง ประตูเมือง Dongshimen เพื่อมาขึ้นรถบัสสาย 919 ต้องเดินมาจนถึง Dongshimen เลยนะคะ อย่าแวะระหว่างทาง เพราะอาจสับสนเนื่องจากจะมีป้ายรถเมล์แล้วมีป้ายรถ 919 ด้วย แต่ถ้าขึ้นตรงนี้จะไม่ได้ไป Badaling ต้องไปขึ้นที่หน้าประตู Dongshimen เท่านั้นรถบัสสาย 919 มีมาตลอดเกือบทุก 5 นาที วิ่งตั้งแต่ 6 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น ถ้าเจอคิวคนเยอะไม่ต้องตกใจ รอแป๊ปเดียวเองไม่นานค่ะ พอรถเต็มก็ออก นิดนึงนะคะ สำหรับรถบัสเมืองจีน ช่วงคนเยอะ เค้าจะให้รถเต็มจะออก ก่อนจะปล่อยคันต่อไปมา ดังนั้นจะเห็นว่าบางทีคนรอต่อคิวเยอะ แต่รถก็ยังไม่ออก เพราะคนที่รอคิวด้านหน้าถ้ามาเป็นกลุ่มไม่ยอมขึ้นเพราะไม่อยากนั่งแยกกัน แต่ถ้ามาคนเดียว หรือแยกกันนั่งได้ สามารถแซงคิวขึ้นไปบนรถได้เลย อย่างเราสองคนกับน้องสาวไม่รู้ ตอนขากลับวันแรกเดินออกมา เห็นเค้าเรียก ยังว่าทำไมให้พวกเราขึ้นก่อน พอขึ้นไปถึงได้รู้ว่าต้องแยกกันนั่ง แถมเบาะ3 ที่เราสองคนต้องไปนั่งแทรกตรงกลาง ที่เล็กมาก แต่ก็โอเค ไม่ต้องรอ ทนเบียด ร้อน เหม็นเอาหน่อย เราเหม็นเหงื่อเค้า เค้าก็คงเหม็นเหงื่อเราเหมือนกันแหละ ค่ารถบัสไป Badaling สาย919 ขาละ 12 หยวน ระยะทางประมาณ 90 กว่ากิโลเมตร เราต้องไปลงป้ายสุดท้ายเลยนะคะ อย่าลงระหว่างทางเพราะจะไม่ใช่ด่าน Badaling ถ้าไม่แน่ใจก็บอกกระเป๋าเค้าให้บอกเราด้วยก็ได้ค่ะ
เราไปกำแพงเมืองจีนวันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผู้คนมหาศาลเลย ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ นักท่องเที่ยวชาวจีน ค่าเข้าชม 45 หยวน กำแพงใหญ่ยาวพาดผ่านตามภูเขาลูกแล้วลูกเล่า เหมือนงูใหญ่ตัวยาวๆ เราเดินขึ้นไปเรื่อยๆ วันนี้อากาศดี มีแดด บางช่วงเบียดกัน บางช่วงนั่งพัก แล้วค่อยเดิน จนถึงปลายสุดที่เค้าให้ขึ้นไปถึง ด่านนี้เป็นด่านสำคัญที่เหมาเจ๋อตุงเคยมาเยือนแล้ว ทางเดินไม่กว้างมาก เป็นหินขรุขระ เรายังคิดว่าแล้วฮ่องเต้จะเดินขึ้นมาเหรอเนี่ย หรือว่านั่งเกี้ยวมาทำให้นึกเห็นใจคนแบกจริงๆ ขนาดเราเดินเอง แทบไม่ถืออะไรยังเมื่อย แล้วคนที่ต้องแบกเกี้ยวจะขนาดไหนกัน ที่ยิ่งทึ่งมากๆคือ คนรุ่นก่อนเค้าใช้แรงกายสร้าง แบกหินแต่ละก้อน ซึ่งทั้งใหญ่และหนักมาได้ยังงัย สิ่งก่อสร้างหลายอย่างในอดีตที่เรารู้จักบางอย่างได้มาด้วยแรงศรัทธา บางอย่างได้มาด้วยการใช้อำนาจบังคับข่มขู่ กำแพงเมืองจีนเป็นอย่างหลัง แต่ปัจจุบันสร้างเงิน สร้างเอกลักษณ์อันยิ่งใหญ่ให้คนจีน ให้เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่สมกับประเทศแห่งมังกร ทำอะไรเล็กๆ ไม่เป็นต้องยิ่งใหญ่เท่านั้น
ขากลับเราเดินลงมาจนถึงชั้นที่ 4 แล้วนั่ง slide car (30 หยวน) ลงมา ถือเป็นการลงที่แปลกดี ไม่เมื่อยด้วย ที่สำคัญฮ่องเต้คงไม่ได้นั่งอย่างนี้แน่ๆ ใช้เวลาแป๊ปเดียว ขาลงด้านนี้ไม่ได้มาลงด้านที่เราขึ้น ต้องเดินกลับมาตรงจุดที่เราขึ้นอีกประมาณ 1 กม. มาถึงตรงนี้เดินก็ได้ ต้องระวังพวกแท็กซี่ขี้หลอกจะมาบอกว่าไกลมาก ต้องขึ้นรถไปใช้เวลาเดิน ครึ่งชั่วโมง นั่งรถเค้าแป๊บเดียว ทีแรกเกือบหลงกล แต่พอบอกค่ารถ คนละ 30 หยวน เลยเลือกเดินเองดีกว่า แล้วก็คิดไม่ผิด มันไม่ได้ไกลเลย


+ Lama Temple – Confucius Temple-Heaven Temple
เที่ยววัดสำคัญในปักกิ่ง

lama
วันนี้เราไปเที่ยววัดกันค ไปทั้งหมด 3 วัด คือ Lama Temple , Confucius Temple, Heaven Temple ถือว่าวันนี้เราเริ่มต้นกันได้สวยทีเดียว ออกจากที่พักหลังจากอาบน้ำแต่งตัว ประมาณ 8.30 น. ทันได้เห็นเค้ากินอาหารเช้าที่โรงแรมกัน แต่เราก็ยังคงฝากท้องไว้ที่ร้าน Yoshinoya กินข้าวหน้าเนื้อกันเช่นเดิม กินกับผักดองเข้ากันกว่ากินกับผักสลัด แถมถูกกว่าด้วย เรานั่ง subway จากโรงแรมไปยัง Lama Temple ลงที่สถาน Yonghegong
Lama Temple ประกอบด้วยหอสำคัญใหญ่ 5 หลัง และมีประตูทางเดินเข้าไปสู่วัดที่สวยงาม หอแต่ละหอ จะใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงหอหลังสุดจะใหญ่ที่สุด ภายในวัดประกอบและตกแต่งด้วยศิลปะจากทั้งมองโกล แมนจู ทิเบน และจีน ไม่ว่าจะเป็น Prayer wheels, กระเบื้องหลังคาสีสันสวยงาม รูปปั้นสิงโตใหญ่หน้าวัด หรือรูปปั้นเล็กๆ ต่างๆภายในหอ
แต่เดิมวัดนี้เป็นที่พักของฮ่องเต้หย่งเจิ้น ก่อนที่จะได้เป็นฮ่องเต้ จนปี 1723 ได้ย้ายไปอยู่พระราชวังต้องห้าม เมื่อได้รับการสถาปนาให้เป็นฮ่องเต้ และเมื่อย้ายไปแล้วสถานที่นี้จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น Yonghe Gong (พระราชวังหยงเหอ) และต่อมาในปี 1744 ได้เปลียนเป็นสถานที่พักของพระลามะ ที่เดินทางอพยพมาจากมองโกลและทิเบต
ภายในวัดมีแจกันสำคัญที่ได้มาจากทิเบตในสมัยฮ่องเต้เฉียนหลง แจกันมี 2 ใบ ใบหนึ่งเก็บไว้ที่ Jokhang Temple ซึ่งใช้สำหรับการคัดเลือกและทำนายการกลับชาติมาเกิดของดาไลลามะ ส่วนอีกใบอยู่ที่ Lama Temple ใช้สำหรับการคัดเลือก Panchen Lama องค์ต่อไป (ยังไม่เข้าใจ :()

นอกจากนี้ภายในหอใหญ่หล้งสุดท้าย (Wanfu Paviliion) มีรูปปั้นพระใหญ่ (Maitreya Buddha) สูง 18 เมตร ซึ่งทำจากไม้จันท์ต้นเดียว สลักตามแบบทิเบตห่มด้วยผ้าเหลือง
ค่าเข้าชมภายในวัด คนละ 35 หยวน เราจะได้แผ่นซีดีแผ่นเล็กเป็นที่ระลึกมาด้วย บริเวณด้านหน้าวัดเต็มไปด้วยร้านค้าขายธูปเทียน เครื่องหอม ที่ใช้กราบไว้ ฉันเห็นคนจีน และผู้ที่นับถือหลายคนถือธูปเข้ามากราบไห้ว ขอพร นับเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธในปักกิ่งที่สำคัญ
ออกจากวัดเราเดินเล่นตามตรอกซอกซอยใกล้ๆวัด ได้เห็นชุมชน Hutong ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาที่ความเจริญเข้ามา ตามความเข้าใจของฉัน Hutong คล้ายเป็นชุมชมเล็กๆ สมัยก่อนชาวจีนอยู่รวมกันเป็นชุมชม ขนาดบ้านไม่ใหญ่ กำแพงเตี้ยๆ อยู่กันอย่างแออัด ล้อมรอบด้วยกำแพงใหญ่ ที่มีประตูสีแดงแขวนชื่อป้ายชุมชนของตนไว้ แต่ในขณะนี้ปักกิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงรับวัฒนธรรมใหม่จากตะวันตกเข้ามา หลายๆคนได้ย้ายออกไปอยู่ตึกใหม่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่า ชุมชมสะอาด น่าอยู่กว่า ทำให้ Hutong ชุมชนโบราณเก่าแก่กำลังเปลี่ยนแปลงสภาพเพื่อรับความเจริญใหม่ จนถึงวันหนึ่งเราอาจจะไม่ได้เห็นภาพของ Hutong อีกต่อไปแล้ว นอกจากจะเป็นสถานที่ที่อนุรักษ์สร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวดู แต่คงไม่มีชีวิตที่แท้จริงของชาวปักกิ่งให้เราได้เห็นอีกต่อไป ถ้าในฐานะนักท่องเที่ยวคงเสียดาย แต่สำหรับความเป็นจริง เราต้องยอมรับความเปลี่ยนแปลง เพราะใครๆ ก็น่าจะอยากอยู่ในสภาพชีวิตที่ดีกว่า หรือไม่อีกอย่าง Hutong ก็ต้องปรับเปลียนเป็น Hutongที่มีความสมัยใหม่ จนไม่ใช่ Hutong


Temple2

บางทีฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมต้องอยากดู คนอยู่ในสภาพที่ไม่เห็นจะสวยงาม ในเมื่อเค้าก็เป็นคนเหมือนเรา ถ้าหากเรารู้จักคนในนี้แล้วเค้าพาเราไปเที่ยวก้อไปอย่าง แต่นี่มีทัวร์จัดไปดู Hutong ตอนไปฉันก้ออยากไปดูเหมือนกัน แต่พอได้เดินเล่น เห็นความเปลี่ยนแปลง และมานั่งพิมพ์อยู่ตอนนี้ ถึงไม่เห็นก้อคงไม่เป็นไร มันคงไม่ต่างกับพวกเราที่สมัยก่อนตอนเล็กบ้านเราเป็นบ้านไม้ อยุ่กันเรียบง่าย แล้ววันนี้มันเปลี่ยนแปลงไป คิดถึงณ ตอนนั้น พ่อกับแม่ และคนแถวนั้นก็อยากเปลี่ยน เพียงแต่เราคิดถึงวันเวลาเก่าๆ เท่านั้นแหละ ความคำนึงถึงน่าจะเป็นคนที่อยู่ เพื่อระลึก สำหรับเราถ้าเพียงแค่นั่งรถผ่านไปดู จะไปดูทำไมหว่า แล้วทำไมคนอื่นๆ จากที่อื่นๆ จะต้องไปเสียดายด้วย ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้วยิ่งคิดยิ่งสับสน เที่ยวกันต่อดีกว่า เราเดินผ่านร้านขายอาหาร ร้านข้างทางของปักกิ่งยังคงไม่น่ากินดูแล้วไม่ค่อยสะอาดนัก แถมกลิ่นก็ชวนอ๊วก เพราะความมัน เราเลยได้แค่เดินผ่าน แล้วมองหา Confucius Temple กันต่อ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับ Lama Temple นี่เอง
Confucius Temple ค่าเข้าคนละ 20 หยวน วัดนี้คนน้อยแต่ก็สงบดี รอบๆบริเวณล้อมรอบไปด้วยต้นสน และตึกเล็กๆข้างตึกใหญ่ เพื่อป้องกันฝุ่น จากทางเหนือ เราแวะซื้อโปสการ์ดรูปปฏิทินโบราณ กับภาพเหมา เจ๋อ ตุง ชุดละ 30 หยวน มา 2ชุด โชคดีจริงๆ ที่ซื้อจากที่นี่ เพราะหาที่อื่นไม่ได้เลย นี่แหละอยากได้อะไรต้องซื้อเลย ไม่งั้นอดแหง :>
อีกด้านหนึ่งของวัด เป็นบริเวณที่เรียกว่า Imperial College เป็นที่ฮ่องเต้บรรยายงานประพันธ์เกี่ยวกับขงจื้อแก่ข้าราชการ

ทหาร ขุนนาง เป็นประจำทุกปี ทางเข้าเป็นประตูใหญ่ 3 ช่องตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงาม ส่วนอาคารใหญ่คือ ตึก Biyong (Biyong Hall)
จากนั้นเรานั่ง subway สาย 5 ไปลงที่ Tiantandongmen เป็นสาย subway สายล่าสุดที่เพิ่งเปิดให้ใช้บริการ ดังนั้นจะทันสมัย และยังใหม่มาก พอลงจาก Subway เราแวะกินอาหารกลางวันกันที่ KFC ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้าม จากนั้นเดินกลับมาที่ Temple of Heaven Park โดยไปเข้าทางประตูทิศเหนือ ที่อ้อมซะไกลจาก Subway ทั้งที่ถ้าเดินมำอีกด้านก้อใกล้แสนใกล้ มารู้ตัวว่าเดินออ้มกันก็ตอนขากลับ เล่นเอาขาลากไปตามกัน
Temple of Heaven Park เป็นสถาปัตยกรรมสมัยหมิงที่สมบูรณ์ภาษาจีนเรียกว่า Tiantan หรือ Altar of Heaven อันที่จริงที่นี่ไม่ใช่วัด แต่เป็นแท่นบูชาสวรรค์ ในสมัยราชวงศ์หมิง แต่เรียกกันทั่วไปวัด
เราเข้าทางประตูเหนือ จะถึงจุดแรกคือ The Hall of Prayer for Good Harvest ซึ่งเป็นหอที่เราเห็นตามรูปภาพของการท่องเที่ยวปักกิ่ง จนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของปักกิ่ง มีหลังคา 3 ชั้น ตั้งอยู่บนฐานทางเดินหินอ่อน 3 ชั้น บนลานกว้างใหญ่ มองดูแล้วภูมิฐาน ยิ่งใหญ่ เราเข้าไปข้างในไม่ได้ และเดินหามุมถ่ายรูปอยู่เป็นนาน ได้เจอพี่คนไทย มากับภรรยา และลูกชาย ช่วยกันถ่ายรูปให้กันและกัน เพราะไม่งั้นฉันกับอนงค์เราคงไม่มีรูปคู่กันแน่ พี่เค้าถ่ายรูปสวยเลย มาเที่ยวเองด้วย ตอนเดินไปแถวร้านขายของที่ระลึก เห็นลูกชายเค้าแต่งเป็นฮ่องเต้ถ่ายรูปด้วย ครอบครัวนี้น่ารัก น่าสนุกดี แต่ฉันกับอนงค์เอาแต่ถ่ายรูปอยู่ด้านหลัง ฉันนี่แย่จัง หามุมถ่ายรูปสวยๆ ให้อนงค์พอใจไม่ได้ด้วย แต่อนงค์ถ่ายรูปเราแค่ 2 ทีก็โอเคแล้ว กำลังถ่ายรูปกันอยู่ก็ต้องหลบฉากให้กับทัวร์คนจีนที่ต้องมายืนดูและถ่ายรูป Hall of Prayer for Good Harvest กันตรงนี้
เราเดินผ่านประตู Chengzhen Gate เข้ามาสู่ The Imperial Vault of Heaven จุดนี้มีสิ่งที่แปลกคือ The Echo Wall ที่สามารถสะท้อนเสียงพูดจากฝั่งกำแพงด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งได้ ฉันต้องรีบถ่ายรูป เพราะได้เวลาจะปิดแล้ว ฉันกับอนงค์ออกจนเป็นคนสุดท้ายที่ประตูนี้ ทีแรกนึกว่าหมดแล้วต้องออก ปรากฏว่ายังต้องผ่านอีกจุดหนึ่ง น่าจะเป็นจุดสำคัญเลย เรียกว่า Circular Mound Altar เป็นสถานที่ฮ่องเต้ในราชวงศ์หมิงและชิง ใช้สำหรับขอพรต่อสวรรค์เพื่อให้แผ่นดินอุดมสมบูรณ์ ตรงกลางของพื้นที่มีหินกลาง เรียกว่า Heavenly Center Stone เมื่อขึ้นไปพูดบนนี้จะทำให้เสียงก้องสะท้อนสามารถได้ยินถึงสวรรค์
เราสองคนออกมาเมื่อเค้าเรียกจะปิดประตู และตอนนั้นยังไม่ได้ศึกษาเรื่องการขึ้นรถเมล์ จะขึ้นแท็กซี่ ก็ยังหยิ่งอยู่ เลยต้องลากขากลับมาขึ้น Subway อย่างไกลแสนไกลเรียกว่าพอกลับมาถึงคือเราสองคนเดินได้ครึ่งรอบสวนที่ใหญ่ขนาด 273 เฮคเตอร์ (เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าใหญ่มากๆๆ)
ฉันกับอนงค์วันนี้กลับโรงแรมเร็วหน่อยเพราะตั้งใจจะไปกินอาหารที่ร้านอาหาร Toi-lei ร้านอาหารของโรงแรม อาหารอร่อยมาก จานก้อใหญ่ ถือเป็นมื้ออร่อยมื้อนึง แล้วก็เดินไปเดินเล่นที่ห้างใหญ่แถวโรงแรม แต่ไม่ได้ไปไหนไกลได้แต่เดินที่ร้าน Watson เอง เพราะตอนนั้นเกือบ 3 ทุ่ม ใกล้ปิดห้างแล้ว

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

2 comments

%d bloggers like this: