Lunar Travel WorldA Legend of Travel

Mabuhay Filipinos : Cebu

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

แอร์สาวบนเครื่องประกาศต้อนรับด้วยคำว่า มาบูไฮ (Mabuhay) ภาษาตากาล็อก คำแรกจากคนฟิลิปปินส์ที่ฉันได้ยิน ถึงกับต้องจดไว้แล้วลงมาหาความหมายทันทีที่ต่อเน็ตได้ คำนี้ไม่ใช่คำทักทายทั่วไปเหมือนคำว่าสวัสดี , Hi , Hello แต่มักจะใช้ในการเฉลิมฉลอง แสดงความยินดี แบบคำว่า อโลฮา (Aloha) ในหมู่คนฮาวาย หรือ บันไซ (Banzai) ของชาวญี่ปุ่น

ต่อเครื่องที่มะนิลาไปเกาะเซบู

ที่จริงจากเมืองไทยสามารถบินตรงไปยังเกาะเซบู จุดหมายปลายทางที่ฉันตั้งใจไปเที่ยวเลย แต่บินแค่บางวัน นอกจากนั้นอีกทางคือการต่อเครื่องซึ่งจะมีสายการบินไปลงเมืองมะนิลา (Manila) เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์ แล้วค่อต่อเครื่องอีกทีเพื่อไปยังเกาะเซบู (Cebu) ซึ่งวิธีการก็ค่อนข้างสับสนนิดหน่อย ในการเปลี่ยนเครื่องจากการบินระหว่างประเทศ ไปสู่การบินภายในประเทศ โชคดีที่สนามบินไม่ใหญ่และเครื่องมาถึงมะนิลาก่อนกำหนดเล็กน้อย ทำให้มีเวลาจัดการเรื่องการเปลี่ยนเครื่อง โดยเราต้องผ่าน immigratio ที่สนามบินมะนิลา ให้เรียบร้อย แล้วเดินไปรับกระเป๋าที่สายพาน เพื่อนำมาให้แสดงกับเจ้าหน้าที่ตรวจที่ customs ก่อนจะนำกลับไปที่สายพานอีกครั้ง หากไม่นำออกมาตรวจกระเป๋าเราอาจจะไปไม่ถึง Cebu คล้ายๆว่าไม่มีการแสดงตน

จากนั้นเดินออกมาด้านนอกเพื่อไปยังตึกของการบินในภายประเทศ (Domestic Transfer) ช่วงที่ไปนี้กำลังมีการก่อสร้างปรับปรุง แต่ตัวตึกระหว่างประเทศและภายในประเทศอยู่ไม่ไกลกันมาก ตึก Domestic มี 3 Terminal ของเราบินต่อด้วยสายการบินฟิลิปปินส์แอร์ไลนส์ สายการบินเดียวกับที่นั่งมาจากเมืองไทย อยู่ที่ T2 เดินขึ้นลิฟท์มาที่ชั้น 3 ตรวจ X-ray แล้วเดินเข้ามารอที่หน้าเกท เพื่อรอ boarding เวลา 4.20 น.เป็นแบบ bus gate คือต้องนั่งรถแล้วไปขึ้นเครื่องอีกที ภายใน domestic ในเวลาเช้าตรู่การเดินทางคึกคักบรรยากาศคล้ายๆกับสถานีรถขนส่งที่มีความเป็นระเบียบ

Domestic hall T2

ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ประกอบด้วยเกาะกว่า 7,000 เกาะ ชีวิตของคนที่นี่ถ้านึกถึงเมืองไทย ฉันนึกถึงคนบนเกาะสมุย เกาะช้าง และคนริมชายฝั่งที่ชีวิตมีทะเลกว้างใหญ่อยู่ข้างๆตัวเราเสมอ เช่นชีวิตของตัวเองสมัยเด็กๆที่อยู่ริมทะเล

ดำนำดูปลาซาร์ดีน หมู่บ้าน Moalboal

แม้เซบูจะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่วิถีชีวิตของคนบนเกาะก็ยังคงความเรียบง่าย ไม่ฉูดฉาด โฉ่งฉ่างเหมือนเกาะท่องเที่ยวหลายแห่งในเมืองไทย ริมทะเลยังได้เห็นประมงพื้นบ้าน ใช้เรือเล็กออกไปจับปลาเพียงพอเท่าที่ใช้ในครัวเรือน นอกจากแหล่งที่มีนักท่องเที่ยวเยอะหน่อยอย่างหมู่บ้าน Moalboal (จากเซบู- Moalboal ใช้เวลานั่งรถแท็กซี่ประมาณ 3 ชั่วโมง) ที่เรามาพักเพื่อไปเที่ยวน้ำตก ออกเรือไปดำน้ำดูฝูงปลาซาร์ดีน เต่าทะเล ทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านดูจะมีความพร้อมในการกระโดดลงทะเลตลอดเวลาด้วยการใส่ชุดว่ายน้ำติดตัวได้ทั้งวัน ถ้าเป็นผู้ชายก็แค่สวมกางเกงขาสั้นตัวเดียว ผู้หญิงก็จะปิดบังมากหน่อยด้วยชุดว่ายน้ำ หรือไม่ก็ใส่ผ้าถุงกระโจมอกเดินไปเดินมาอยู่บริเวณหมู่บ้าน ชายหาด และร้านอาหารริมทะเล

ออกไปดำน้ำ คนแถวนี้ใส่ชุดว่ายน้ำเดินไปเดินมาไปทั่วหมู่บ้าน
เต่าทะเลตัวใหญ่อยู่ใกล้ชายหาดที่หมู่บ้าน Moalboal
ฝูงปลาซาร์ดีนนับล้านว่ายวนเวียนเป็นระเบียบ ไล่ไปไล่มากับคนที่มาดำน้ำ snorkle อยู่ใต้น้ำ

ดำน้ำกับฉลามวาฬที่ Oslob

จาก Moalboal เราเหมาแท็กซี่เพื่อเดินทางไปยัง Oslob ถนนเลียบทะเลเป็นเส้นทางซึ่งผ่านน้ำตก Kawasan ที่เรามาเที่ยวกันเมื่อวานและนักท่องเที่ยวนิยมมาเล่น Canyoneering กันทีนี่ เราใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มาถึงหมู่บ้าน Oslob

Oslob นี้มีชื่อเสียงในหมู่ท่องเที่ยวเพื่อจะมาดำน้ำกับฉลามวาฬ ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 6-7 ปีมานี้เอง เพราะชาวประมงสังเกตเห็นมีฉลามวาฬว่ายวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งจึงเอาอาหารไปให้ กลายเป็นว่าฉลามวาฬกลายเป็นติดคนและเข้ามารออาหารทุกเช้า จนมีชื่อเสียงว่ามาที่นี่แล้วจะได้เห็นฉลามวาฬแน่ๆ อีกทั้งยังสามารถลงไปดำน้ำเคียงข้างกับมันอย่างสะดวกสบายอีกด้วย สมัยก่อนหมู่บ้านนี้เป็นเพียงหมู่บ้านชายทะเลเงียบสงบ คนท้องถิ่นหาเลี้ยงชีพด้วยการหาปลาจากเรือเล็ก มีน้ำตก Tamalog เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เชิดหน้าชูตาในหมู่บ้านแต่ไม่โด่งดังเท่ากับน้ำตก Kawasan ดังนั้นดั้งเดิมแล้วการท่องเที่ยวเกาะเซบูจึงมีแค่ Moalboal เกาะเล็กๆใกล้ชื่อ Sumilion และไปต่อที่ Bohol จนกระทั่งการมาถึงของฉลามวาฬจึงทำให้ที่นี่มีชื่อเสียงมากขึ้น และเริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวบ้าน เช่นเจ้าของที่พักที่เราไปพัก ก่อนหน้านี้เธอต้องไปทำงานรับจ้างในเมืองหลวง แต่เมื่อธุรกิจท่องเที่ยวชมฉลามวาฬเติบโตขึ้น จึงได้ย้ายกลับมาอยู่บ้านและดูแลที่พักที่เรากำลังพักอยู่นี้ ซึ่งมีห้องพักเพียงแค่ 2 ห้อง

ฉลามวาฬจะเข้ากินอาหารในตอนเช้า ซึ่งเราควรไปแต่เช้าคิวแรกๆ จะได้ไม่ต้องรอคิวนาน โดยเจ้าของที่พักช่วยจัดการจองตั๋ว ดูแลจัดรถรับส่งให้กับเรา

ค่าตั๋วดูฉลามวาฬ คนละ 1000 PHP และคิดค่ารถรับส่งอีกคนละ 200 PHP

เรือสำหรับนักท่องเที่ยวเพื่อออกไปดำน้ำ

ฉันก็ไม่รู้ว่าใครจะคิดแบบฉันหรือเปล่า เมื่อพบว่าการไปดูฉลามวาฬนี้มันเรียบง่ายมาก ไม่มีพิธีรีตรองอะไร(ฉันหมายถึงพิธีเซ่นไหว้ ขอบคุณธรรมชาติอะไรพวกนี้ทีมักจะได้พบเห็นในการที่เราได้พบเห็นหรือได้ประโยชน์จากธรรมชาติที่อยู่ร่วมกันแบบสมัยก่อน หรือไม่คนเหล่านั้นก็ต้องแต่งตัวพื้นเมืองสำหรับการออกไปล่านก ล่าสัตว์ให้นักท่องเที่ยวดู) นอกจากการจัดคิว ตามลำดับก่อนหลัง เพื่อขึ้นเรือ และเรามีคนจัดการทุกอย่างให้เรา เราจึงได้ขึ้นเรือเป็นกลุ่มแรก เพื่อนั่งเรือออกไปจากชายหาดไม่ไกล ก็ถึงบริเวณที่มีฉลามวาฬมารอคอยอาหารจากชาวประมงที่พายเรือพาเรามานั่นแหละ ไม่มีอะไรให้ต้องลุ้นเช่นการที่เราเคยออกเรือเพื่อไปดูปลาที่ไอซ์แลนด์ หรือออกซาฟารีตามหาสัตว์น่าดูที่แอฟริกา ฉลามวาฬตัวใหญ่กว่าเรือมาตามนัดอยู่ใต้ทะเล ว่ายตัวตั้งรออาหาร เราทุกคนบนเรือกระโดดลงไปเพื่อดำน้ำคลอเคลีย ถ่ายรูป โดยมีเวลาประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วนั่งเรือกลับ คงเป็นเพราะฉันดำน้ำไม่เก่ง ว่ายน้ำไม่เป็น ลงไปดำน้ำ ถ่ายรูปได้ไม่นาน ฉันก็รู้สึกว่าเสร็จเรียบร้อยแทบจะขึ้นมานั่งเรือรอกลับ ถ้าไม่เพราะดำน้ำตุปัดตุเป๋หลงออกไปไกล

เอากันตรงๆ ฉันรู้สึกเฉยๆกับกิจกรรมนี้ แต่ชอบการดำน้ำดูปลาซาร์ดีนที่ตื่นตา และลุ้นกับการปรากฎตัวของเต่าทะเลที่มีไม่กี่ตัวที่หมู่บ้าน Moalboal มากกว่า แต่อย่างไรก็ถือว่าเป็นประสบการณ์หนึ่ง

ดำน้ำกับฉลามวาฬ

การเดินทางระหว่างเกาะในฟิลิปปินส์

ฉันรู้ตัวเองว่าเป็นคนไม่ชอบทะเล แม้จะมีบ้านอยู่ใกล้ทะเลแต่ว่ายน้ำไม่เป็น ทำให้ฉันไม่ค่อยจะได้เลือกเดินทางไปเที่ยวในสถานที่ที่เกี่ยวกับทะเลมากนัก และการมาเที่ยวฟิลิปปินส์สำหรับฉันก็นับเป็นประสบการณ์ใหม่ในเรื่องการเดินทาง จากการเดินทางนั่งรถสมบุกสมบัน กลายเป็นการนั่งเรือ ต่อเรือเพื่อเดินทางระหว่างเมือง ซึ่งเป็นเกาะต่างๆ จาก Oslob ฉันต้องนั่งเรือเพื่อไปยังเกาะ Bohol แล้วนั่งเรือกลับมาเซบูอีกครั้งเพื่อบินกลับไทย

ชีวิตที่การเดินทางขึ้นอยู่กับลมฟ้าอากาศ คลื่นลมกระแสน้ำ และใช้เวลาเดินทางนาน ขณะที่วิวรอบด้านมีแต่ท้องฟ้ากับทะเล และเพื่อความคุ้มค่าการเดินทางต้องขนคนไปจำนวนที่มากโดยเรือเฟอรี่ลำเล็ก ลำใหญ่ขึ้นกับปริมาณการเดินทางของแต่ละเส้นทาง ถ้าเป็นเส้นทางหลักอาจมีการเดินเรือทุกชั่วโมง แต่บางเส้นทางก็มีแค่วันละเที่ยว การขึ้นเรือโดยสารเพื่อนำคนจำนวนมากเดินทางจึงมีขั้นตอนความปลอดภัยที่เคร่งครัด และยังมีการเปลี่ยนแปลงการเดินทางได้ตลอดเวลาเพราะสภาพอากาศ

นั่งเรือลำเล็กไปขึ้นเรือโดยสารเพื่อเดินทางไปเกาะ Panglao-Bohol

Oslob มีเรือออกเดินทางวันละเที่ยวเพื่อไปยังเกาะ Panglao – Bohol ทีแรกแจ้งว่าจะออก 9:30 น. แต่เปลี่ยนเวลาเป็น 11:30 น. เพราะวันนี้อากาศดีออกช่วงสายๆได้ จะได้มีเวลารอผู้โดยสารได้มากขึ้นอีก วันนี้จึงได้ผู้โดยสารเต็มลำ ขนาดเรือไม่เล็กเกินไป คลื่นไม่แรง แต่พอลงจากเรือได้นั่งนิ่งก็ทำให้ฉันรู้สึกตัวโคลงไปเหมือนกัน

จาก Bohol – Cebu มีเรือออกตั้งแต่เช้า และออกทุกชั่วโมง ท่าเรือใหญ่เพราะที่ Panglao -Bohol เป็นเกาะใหญ่ มีคนอาศัยอยู่มากรวมทั้งนักท่องเที่ยวที่นิยมมาเที่ยว Alona beach , Chocolate hills รวมทั้งมาดูทาเซียร์ (Tasiers) สัตว์ตัวเล็กตาโต หน้าตาน่าเกลียดน่าชัง ของที่นี่

ถ้าเป็นท่าเรือใหญ่ เส้นทางหลักจะมีระบบการจัดการดี สามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้ บนเรือมีทั้งแบบห้องแอร์ระบุที่นั่ง(500 PHP) แบบ open air ไม่ระบุที่นั่ง (450PHP) แบบแพงสุด Business class (1000 PHP) แต่ก่อนจะได้เข้าไปที่ท่าเรือ ต้องจ่ายค่าฝากกระเป๋า (ถ้ามี) ใบละ 150 PHP ค่าธรรมเนียมท่าเรือ คนละ 20 PHP จากนั้นก็ผ่านการตรวจกระเป๋า มานั่งรอให้ห้องก่อนออกเดินทาง

เดินทางครั้งนี้เรามาเที่ยวเซบู และมีโอกาสข้ามเกาะมาแค่ที่ Bohol เลยได้นั่งเรือระหว่างเกาะไม่กี่ครั้ง แต่ก็พอเห็นภาพของวิถีชีวิตคนชาวเกาะที่ต้องเดินทางด้วยเรือเป็นพาหนะหลัก ของประเทศที่เต็มไปด้วยหมู่เกาะหลายพันเกาะอย่างฟิลิปปินส์

การเดินทางครั้งนี้เราโชคดีที่ลมฟ้าอากาศเป็นใจ คลื่นลมสงบ การเดินทางของเราราบรื่น ไร้อุปสรรค เต็มไปด้วยความสนุก และตื่นตาเป็นครั้งแรกกับใต้ท้องทะเลของมหาสมุทรแปซิฟิก

Mabuhay Filipinos : Cebu

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: