Lunar Travel WorldA Legend of Travel

ค่อยๆปรับระดับความสูงสู่ Lobuche (4900 เมตร) ป้องกันอาการ AMS

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

18/4/2019 Pangboche-Dingboche
19/4/2019 Dingboche – Lobuche

สองวันก่อนถึงโลบูเช่ เบสแค้มป์ (Lobuche Basecamp) เราเดินกันเพียงวันละ 3 – 5 ชั่วโมง จาก Pangboche ถึง Dingboche เราใช้เวลาเดินสั้นๆ 3 ชั่วโมง ทางเดินไม่ชันมาก ค่อยๆปรับระดับขึ้นไป จาก Pangboche ถึง Dingboche(3,900 เมตร) วันนี้เป็นวันที่เราต้องเช็คอุปกรณ์ให้พร้อมก่อนจะไปขึ้นยอด Lobuche อีกสองวันข้างหน้า ซึ่งหลังจากเช็คอุปกรณ์ก้นแล้ว มีของที่ต้องไปเช่ากันอีกนิดหน่อย ทีแรกไกด์พาเราไปเช่าที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน Dingboche ไม่ไกลจากที่พักของเรา แต่ปรากฎว่าราคาแพงมาก เพิ่มเงินอีกนิดหน่อยเกือบจะซื้อของใหม่ได้เลย ไกด์ซานต้า กับไกด์นิรูจึงไปเช่าอุปกรณ์ให้เราที่ Chukhung ซึ่งอยู่ห่างจาก Dingboche ระยะเดินประมาณ 1 ชั่วโมง และได้กลับมาในราคาที่ถูกกว่าจริงๆ

กลุ่มของเราเดินทุกวัน แต่จะเดินระยะไม่ไกลมาก บางวันเดินเพียงครึ่งวัน เพื่อค่อยๆปรับตัว โดยไม่ได้หยุด acclimatize คือพักค้างคืนเพื่อให้ร่างกายเคยชินกับความสูงที่มากขึ้น ซึ่งทุกคนอาการดี ไม่มีใครมีอาการ AMS

วันต่อมาเราเดินจาก Dingboche ต่อไปที่ Lobuche (4900 เมตร) ซึ่งจะมีเส้นทางไต่ทางชันมากอยู่ 2 จุด คือจาก Dingboche ขึ้นไปบนเขาซึ่งมีเจดีย์สีขาวอยู่บนยอด จานนั้นเป็นทางราบที่ค่อยๆสูงขึ้นไปจนถึง Dukla และ จาก Dukla ก็จะมีทางชันสูงเพื่อเดินขึ้นไปบนยอดซึ่งมีสุสานอยู่ด้านบนอีกครั้ง บริเวณนี้จะเป็นสุสานของผู้ที่เสียชีวิตในเส้นทางสู่ Everest รวมทั้งหมออี๊ฟ หมอคนไทยที่มากับทีมปีนเขาชาวอเมริกา ซึ่งมาเสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2015 ด้วย

ทางชันทั้งสองนี้ตอนเดินต้องค่อยๆเดินช้า ใจเย็นๆ ไม่เร่ง หากเหนื่อยก็พัก ในระหว่างเดินฉันรู้สึกว่าเหนื่อยมากและจิตใจคอยจดจ่ออยู่กับปลายทางมากกว่าปลายเท้าของตัวเอง จึงทำให้เหนื่อยยิ่งขึ้น เมื่อกลับมาดูคลิปจึงพบว่าระยะทางทั้งสองแห่งนั้นที่จริงใช้เวลาเดินแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แต่ตอนนั้นกลับรู้สึกเนิ่นนานไม่มีวันสิ้นสุด แสดงให้เห็นว่าที่จริงแล้วหากใจเย็น ไม่ใจร้อน ฉันคงไม่น่าจะเหนื่อยเท่าที่เป็น

ต้องยอมรับว่าวันที่เดินขึ้น Lobuche ก็เป็นวันที่ฉันมีอาการไม่สมบูรณ์ที่สุดเมื่อเทียบกับทุกวันในการเดินเทรคครั้งนี้ แต่ปัญหาไม่ใช่ที่ความชันหรือความสูงที่ทำให้แค่ร่างกายมีปัญหาแต่กลับกลายเป็นลมที่แรงมากบนเส้นทางค่อนข้างราบ ทางเรียบเปิดโล่งในวันนั้นมากกว่าที่ทำให้ฉันมีอาการปวดหัว เสื้อที่ใส่บางไปนิดสำหรับลมแรงที่ทำให้อากาศหนาวกว่าปกติ เย็นวันนั้นฉันเลยต้องพึ่งทิฟฟี่ไป 2 เม็ด ก่อนนอน เพื่อแก้ปวด และนอนหลับ โชคดีที่พอเช้าทุกอย่างก็ดีขึ้นกลับมาในสภาพปกติ และหลังจากวันนั้นก็เตรียมตัวโดยการใส่เสื้อผ้าให้หนาขึ้น เตรียมพร้อมกับสภาพอากาศที่เย็นขึ้นในเส้นทางที่เริ่มสูงกว่า 5000 เมตร

กด subscribe เพื่อติดตามคลิปเพิ่มเติมได้ที่ช่อง YouTube https://tinyurl.com/y29ckjxb

การป้องกันไม่ให้เกิดอาการ AMS ตามประสบการณ์ของตัวเอง

สำหรับฉันตั้งแต่เดินเขาไม่เคยทานยาป้องกันเลยแม้แต่ Daimox ที่หลายคนนิยมกินยาเพื่อป้องกันไว้ก่อน อันที่จริงมีหลายคนได้มีโอกาสได้ไปเดินด้วยกัน ฉันมักจะแนะนำไม่ให้ทานยานี้ เพื่อจะได้รู้ว่าร่างกายตัวเองไปได้แค่ไหนจริงๆ โดยไม่พึ่งยา แต่ใช้วิธีการระวัง แนะนำให้ค่อยๆเดิน ใจเย็นๆ ทำอะไรให้ช้าลง ฉันไม่แนะนำแม้กระทั่งการพยายามวิ่งถ่ายรูป สนุกสนานเฮฮาจนเกินกว่าเหตุ เพราะฉันคิดว่าการมาเดินเขา คือการชื่นชมธรรมชาติ และอยู่กับตัวเองให้มากที่สุด
คนที่ค่อนข้างเป็นคนร่าเริงคุยเก่ง บ้าพลังเกินไป มีแนวโน้มที่จะมีอาการมากกว่าใคร เพราะมักจะคิดว่าแค่นี้คงไม่เป็นไร ทำให้มีความระมัดระวังน้อยกว่าคนอื่น และเมื่อเกิดอาการปวดหัวนิดหน่อย หมดแรงซึ่งในที่สูงขึ้นจะเหนื่อยง่ายกว่าปกติก็เลยทำให้ร่างกายอ่อนแอลงจนในที่สุดเกิดอาการ AMS

ฉันพยายามระมัดระวังไม่ให้ตัวเองป่วย ปวดหัว หรือปล่อยให้เป็นหวัด เข้านอนเร็ว นอนหลับให้สนิท ถ้ามีอาการผิดปกติแม้เล็กน้อย ก็จะทานยา โดยเฉพาะทิฟฟี่ ซึ่งมักเป็นยาชนิดเดียวที่ฉันพกติดตัวไปตอนเดินทางท่องเที่ยว ฉันเชื่อว่าถ้าหากเราดูแลสุขภาพให้ดี หมั่นดูแลสังเกตุร่างกายตัวเองถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อย ก็พยายามบอกตัวเองให้ช้าลง สังเกตุตัวเองให้มากขึ้น เพื่อไม่ปล่อยให้เกิดอาการต่างๆรุนแรงขึ้นจนในที่สุดควบคุมไม่ได้ เพราะบนเขาสูงนอกจากตัวเองแล้ว เรายังต้องสู้กับสภาพอากาศและออกซิเจนที่น้อยลงอีกด้วย ดังนั้นเราไม่ควรประมาทกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ ที่คิดว่าจะไม่เป็นอะไรในที่ราบระดับน้ำทะเล

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อต้องเดินเขาไต่ระดับขึ้นที่สูงกว่า 2400 เมตร โดยการปรับตัวให้ชินกับระดับความสูง (Acclimatization) ตามหลักแล้วจะปรับทุก 1000 เมตร เช่นเมื่อเดินขึ้นไปที่ระดับ 3000 เมตร เราจะพักค้างคืน 2 คืนที่ระดับนี้ ในระหว่างพักเราต้องเดินขึ้นไปสูงซัก 300-500 เมตร แล้วกลับมาค้างคืนที่เดินอีกหนึ่งคืน จากนั้นค่อยๆเดินต่อไปหากถึงระดับ 4000 เมตรอีกครั้ง (ถ้าไม่ไหวอาจพักที่ 3500 เมตรก็ได้) ก็วางแผนค้าง 2 คืน ระหว่างพัก ก็จัดเส้นทางเดินขึ้นสูง 300-500 เมตร แล้วกลับมาค้างที่ 4000 เมตร เช่นในเส้นทางไป EBC มักจะพัก Acclimatizationที่ Namche (3000 เมตร) และ Dingboche (4000 เมตร)
งดดื่มแอลกอฮอล์, งดใช้สารที่มีฤทธิ์กดการหายใจ, หลีกเลี่ยงการออกแรงอย่างหนัก ,และการใช้ยาป้องกัน (ข้อมูลจาก app The Hike High)

ทั้งนี้ทั้งนั้นการฟิตร่างกายมาในระดับหนึ่งมีส่วนช่วยให้เราสามารถเดินได้อย่างสนุกจนถึงที่หมายที่เราหวัง ฉันว่าคงไม่สนุกนักถ้าเราไปถึงที่หมายด้วยความกระปรกกระเปรี้ย และชื่นชมกับธรรมชาติที่สดชื่นและยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่เต็มอิ่ม

แต่ถ้าในที่สุดแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนมีอาการแพ้ความสูง สิ่งที่ควรทำก็คือ รีบลงจากระดับความสูงนั้นทันที โดยอย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงกับการลองดูเพียงเล็กน้อย และฝีนขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะอาการ AMS มีความรุนแรงถึงขี้นเสียชีวิตได้

อาการเจ็บป่วยจากการท่องเที่ยวระดับ High Altitude

  • ภาวะแพ้ความสูง (Acute Mountain Sickness) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า AMS
    • ปวดศีรษะ เหนื่อยเพลีย วิงเวียน ไม่อยากอาหาร คลื่นไส้อาเจียน นอนไม่หลับ
  • ภาวะสมองบวมจากการขึ้นที่สูง (High Altitude Cerebral Edema) หรือ HACE
    • เหนื่อยเพลียอย่างรุนแรง เดินเซ มึนงง สับสน การตัดสินใจผิดปกติ หมดสติ (ทันทีที่มีอาการเดินเซ ต้องลดระดับความสูงทันเท ติดต่อ Emergency Medical Service)
  • ภาวะปวดบวมน้ำจากการขึ้นที่สูง (High Altitude Pulmonary Edema) หรือ HAPE
    • ไอแห้งๆ ในช่วงแรก, หายใจหอบ เหนื่อยง่าย ความสามารถในการออกกำลังกายลดลง หายใจหอบแม้อยู่ในขณะพัก ไอมีเสมหะ เหนื่อยรุนแรง

(ข้อมูลจาก app Thai Hike High)

หากมีอาการข้างต้น ควรรีบลดระดับความสูง รีบให้ Oxygen และระวังไม่ให้ผู้ป่วยสัมผัสกับความเย็นจัด ให้ออกแรงน้อยที่สุดและไม่แบกสัมภาระด้วยตนเอง

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: