Lunar Travel WorldA Legend of Travel
Home » Blog » Europe » Iceland » เดินชมสีสันและพลังของพื้นพิภพที่ Landmannalaugar , Iceland

เดินชมสีสันและพลังของพื้นพิภพที่ Landmannalaugar , Iceland

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

Landmannalaugar เป็นส่วนหนึ่งของอุทยาน Fjallabak ในเขต Highland ของ Iceland

หลังจากการปะทุของภูเขาไฟในราวปี ค.ศ. 1477 เมื่อลาวาเย็นตัวลงได้ทำให้เกิดภูเขาหินทรายซึ่งมีส่วนประกอบของหินแร่ไรโอไลต์ (Rhyolite) ซึ่งเป็นหินที่มีส่วนผสมของควอตซ์และซิลิกา ผสมรวมกับแร่เหล็ก และซัลเฟอร์ ทำให้ภูเขาบริเวณนี้เกิดสีเหลือง น้ำตาล แดง สร้างสีสันให้ภูเขาในแถบนี้ ในพื้นที่ยังมีทั้งบ่อน้ำพุร้อน ทุ่งลาวา ทำให้เป็นเส้นทางเดินเที่ยวชมภูเขา หรือ Hiking ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบกิจกรรมเอาท์ดอร์ไปเยี่ยมชม Iceland ในหน้าร้อน

ที่นี่เป็นที่เดินเขายอดนิยมทั้งแบบ Day Hike ซึ่งเลือกเดินสั้นๆชมวิวจบในวันเดียว หรือเทรคหลายวันเพื่อให้เห็นวิวสีสันสวยงาม เดินลัดเลาะไปตามทุ่งลาวา ชมวิวหลากสีให้ฉ่ำปอด ชมวิวพาโนรามาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดแบบหลายๆวัน ซึ่งก็เป็นที่นิยมมากๆสำหรับบรรดานักเทรคกิ้ง ในเส้นทาง Laugavegur Trek ใช้เวลาประมาณ 4 วัน 3 คืน ระยะทาง 55 กม.ไปจบที่เมือง Thorsmork (Landmanalaugar-Thorsmork) โดยการกางเต็นท์ตั้งแค้มป์ หรือพักตามที่พักระหว่างทาง

ไป Landmannalaugar อย่างไร

เส้นทางสู่ Landmanalaugar เป็นถนน F-road ซึ่งมีสภาพถนนขรุขระ ทางโรยกรวดยังไม่ได้ลาดยาง บริษัทรถเช่าส่วนใหญ่จึงอนุญาติเฉพาะรถ 4*4 เท่านั้นที่สามารถขับเข้าไปในเส้นทางนี้ได้ หรืออาจใช้วิธีนั่งรถบัสประจำทางจากเรจยาวิค ซึ่งใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง หรือสอบถามจากเมืองใกล้ๆระหว่างทางเช่น Hella หรือ Selfoss ก็จะประหยัดเวลาเดินทางมากขึ้น อีกแบบก็คือจอยกรุ๊ปทัวร์ที่มีจัดเข้าไปเที่ยวทุกวัน

เส้นทางสู่ Landmanalaugar โดยการขับรถ

เราเดินทางจากน้ำตก Gulfoss เข้าสู่เส้นทางหมายเลข 30 แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าหมายเลข 32 มุ่งหน้าไปจนถึง F- road ที่เส้น F26 ถนนระหว่างนี้ยังคงลาดยางอย่างดี แต่รถวิ่งไม่มากนัก สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นหินทรายสีดำ ป้ายบอกทางนำเราไปจนถึงเส้น F 208 ขับไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผ่านบริเวณโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydroelectric Station) จากนั้นจะเป็นเส้นทางถนนโรยกรวดไปตลอดทางผ่านถนน F224 จนถึงLandmannalaugar

ช่วงเวลาท่องเที่ยว

  • โดยทั่วไปจะอยู่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน – กลางเดือนกันยายน แต่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศซึ่งควรจะเช็คให้แน่นอนอีกครั้งก่อนเดินทาง
  • แต่ที่จริงแล้ว Landmanalaugar สามารถเที่ยวได้ตลอดปีโดยซื้อทัวร์ไปกับ Super Jeep ทัวร์ ถ้าคุณต้องการไปดูหิมะแบบหนาๆ แน่นๆ อย่างไรก็ตามก็ไม่สามารถเดินเขา Hiking หรือ Trekkingได้ในช่วงนั้น
แผนที่ Landmannalaugar

ทำอะไรที่ Landmanalaugar

Hiking / Trekking

มาถึงที่นี่สิ่งที่พลาดไม่ได้ก็ต้องเป็นการเดินเล่นไปตามภูเขาที่อยู่รอบๆ หรือการไฮกิ้ง (Hiking)นั่นเอง เค้ามีให้เลือกหลายเส้นทาง ใช้เวลาตั้งแต่ชั่วโมงครึ่งไปจนถึง 9 ชั่วโมง มีหลายรูทให้เลือกเช่น Laugahraun, Brennisteinsalda, Blahnukur, Ljottipollur หรือหากมีเวลาหลายวันก็เลือกเทรคในเส้นทาง Laugavegur Trail

People’s Pool

บ่อน้ำร้อนที่อยู่ใกล้ๆกับที่ทำการ น้ำพุร้อนอุณหภูมิ 36-40 องศา ตลอดไป ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นลมแรง ทำให้ฉันก็อยากจะลงไปแช่กับคนอื่นเค้าด้วยเหมือนกัน

Camping

ลองบรรยากาศการตั้งแค้มป์เท่ๆ บริเวณ camp ground ที่จัดไว้ให้ บางคนอาจนำรถบ้านไปจอดนอนเล่นสักคืน เราเห็นมีคนนำ Super Jeep คันใหญ่ๆไปจอดนอน รถบ้านหลากหลายสไตล์ หรือก็มีการกางเต็นท์นอนข้างรถนั่งชมวิวภูเขาจากที่ camping หรือเดินขึ้นไป ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกกับภูเขาหลากสีสวยๆ

เดินชมวิว Hiking Brennisteinsalda (Sulphur Wave)

  • ระยะทาง 6.5 กม.
  • ความชัน 300 เมตร
  • ความยาก ปานกลาง
  • เวลา 2-3 ชั่วโมง

เราเลือกเอาแบบยืดเส้นยืดสายกันพอเบาๆให้เห็นวิวสีสันของภูเขาที่เป็นจุดเด่นของที่นี่ คือเส้น Brennisteinsalda รู้จักกันในชื่อว่า Sulphur Wave ตามข้อมูลเส้นทางนี้จะยาวกว่า แต่มีเส้นทางเดินที่ชันน้อยกว่า Blue Peak และยังได้เดินไปตามทางที่สดชื่น มีสีสันกว่า

จุดสตาร์ทจะเริ่มบริเวณด้านหลัง information desk ของ Landmanalaugar ผ่านทุ่งหินลาวา Laugahraun ระหว่างทางมีมาร์กบอกเส้นทางเป็นระยะ โดยเราก็มุ่งตรงไปตามป้ายที่บอกว่าไป Brennisteinsalda ป้ายอาจทำให้สับสนบ้างเพราะช่วงแรกจะเดินไปปะปนไปกับเส้นทางรูทสั้นๆที่นักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยเดินกันคือ เส้น Laugahraun กับนักเดินเขาที่เดินเทรค Laugavegur Trail ที่เดินแบบตั้งแค้มป์หลายๆวันด้วย จนถึงทางแยกที่เราจะต้องเดินขึ้นเขา ตรงนี้เป็นจุดที่ชันที่สุด และเดินยากมาก ทางชันเกือบ 90 องศาและเป็นดินภูเขาไฟที่ละเอียดซึ่งทำให้การก้าวเดินยากเนื่องจากเดินขึ้นไป ก็ไหลลงมา ระห่ว่างน้นฉันค่อนข้างงง เพราะเดินอยู่คนเดียว เนื่องจากแยกกับเพื่อนที่ยังเดินตามมาไม่ทัน วิ่งขึ้น วิ่งลงเพื่อจะขึ้นสู่ยอดด้านบน แต่ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงด้านบนได้ บนนี้ทำให้ได้เห็นวิวหลากสีที่ตั้งใจมาดู ภูเขาหลากสีสันล้อมอยู่โดยรอบ เดินต่อไปอีกไม่ไกลก็จะเป็นจุดที่สูงที่สุดของภูเขาในเส้นทางนี้ ฉันค่อยพบคนมากมายที่เดินมาจากฝั่งตรงข้าม จึงคิดว่าทางที่ฉันเดินมาอาจจะสวนทางกับทางที่คนเดินทั่วไป แต่อีกเหตุผลก็เพราะบางส่วนนั้นเลือกเดินควบสองรูทหลักรอบใหญ่ของที่นี่ซึ่งมักจะเริ่มเดินวนทางซ้ายจาก Blue Peak แล้วค่อยวกมาเข้าเส้นทาง Sulphur Wave ซึ่งฉันเดินขึ้นมา

หลังจากชื่นชมวิว ซึ่งแน่นอนว่าใช้เวลาพอสมควร เพราะสีสันแบบนี้ ไม่ได้พบเห็นที่ใดมาก่อน ทุกมุมที่ยกกล้องขึ้นมานั้นสวยไปหมด และเมื่อมองต่อไปข้างหน้ายังเส้นทางที่จะเดินต่อไปจะพบว่าเป็นทางเดินที่ผ่านบริเวณที่มีไอพวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ทั่วทั้งทุ่งลาวาหินสีดำ โดยที่บางส่วนเป็นพื้นดินสีแดงจากกำมะถัน แม้ควันจะไม่พวยพุ่งรุนแรง แต่ฉันรู้สึกได้ถึงพลังงานที่อยู่ใต้พื้นพิภพ จนทำให้ต้องรีบเดินผ่านไปอย่างเร็วๆ ก่อนจะเดินตัดเข้าสู่โตรกผา Granagil ที่ร่มรื่นสดชื่นขึ้น เส้นทางนีเดินตรงๆตามทางจนกลับมาถึง บริเวณ Camp ground ซึ่งมีคนขับรถมากางเต็นท์ มีทั้งแบบขับรถที่มีเต็นท์ด้านบน รถ Super Jeep คันใหญ่ แบบรถบ้านหลายสไตล์ ใช้เวลาเดินครบรอบประมาณ 3 ชั่วโมงตามเวลาที่ประมาณไว้ในแผ่นพับ

แต่ถ้าแข็งแรง มีเวลา ก็อาจจะเลือกเดินควบ 2 รูทที่นิยมกันคือ Blahnukur หรือ Blue Peak กับ Brennisteinsalda ทั้งสองรูทจะพาเราขึนไปยังจุดสูงสุดของยอดเขาในแต่ละเส้นทาง แต่สำหรับเราคิดว่าวิวโดยรอบไม่แตกต่างกัน แต่ได้ความท้าทายเพิ่มขึ้นมากกว่า

การเตรียมตัวเดินเขา

  • รองเท้าเทรคกิ้ง เส้นทางธรรมชาติที่ต้องเดินผ่านเส้นทางกรวด ดิน หินและอาจต้องลุยน้ำลุยโคลนนิดหน่อย ช่วงทางชันต้องเดินบนกรวดหินภูเขาไฟที่ละเอียด ควรใช้รองเท้าทีเกาะพื้นได้ดี หากมีเทรคกิ้งโพลไปด้วยจะช่วยได้มาก
  • เสื้อกันลม กันหนาว บนภูเขาที่ไม่มีอะไรบดบัง ลมด้านบนแรงมาก รวมกับอากาศที่หนาว ควรเตรียมเสื้อกันหนาวกันลมให้พร้อม และหากเป็นไปได้ก็ควรพกเสื้อกันฝนติดไปด้วย

ที่พัก

มีที่พักไม่มากใน Landmannalaugar ซึ่งจะเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนมิถุนายน ไปจนถึงกลางเดือนกันยายน ดังนั้นจึงต้องจองล่วงหน้า แต่ถ้าขับรถไปเอง ก็สามารถหาที่พักซึ่งอยู่รอบๆ Landmanlaugar และการเดินทางมาเที่ยวขับรถไปกลับก็ไม่ยากเกินไป เราพักที่ Hotel Highland

บางคนอาจจะเลือกมากางเต็นท์ ตั้งแค้มป์ที่บริเวณกางเต็นท์ได้ ซึ่งคิดค่าใช้จ่าย2300 isk ต่อคนต่อคืน ซึ่งสามารถติดต่อ สอบถาม อัพเดทราคาได้ที่เว็บไซต์นี้ค่ะ https://nat.is/ita-mountain-huts-in-landmannalaugar/

ห้องน้ำ

บริเวณ information มีห้องน้ำห้องอาบน้ำให้บริการ ครั้งละ 2500 isk เมื่อจ่ายแล้วจะได้ wristband ก่อนจะเข้าไปใช้บริการ ระหว่างเส้นทางเดินไฮกิ้ง ไม่มีห้องน้ำ

อาหาร

ไม่มีร้านอาหารใน Landmanalaugar แต่มีร้านขายของอยู่บนรถบัสสีเขียวด้านนอก เรียกว่า Mountain Mall มีขายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง snack อาหารจะเป็นเบอร์เกอร์ ซึ่งอาจไม่ค่อยถูกจริตคนไทยอย่างเรานัก ดังนั้นควรนำอาหารไปเผื่อทานด้วยค่ะ หลังจากเดินลงมาเราหิวมาก โชคดีที่ทำข้าวผัดใส่กล่องไป ก็เลยได้ยืนทานกันที่นั่นก่อนจะออกมาหาร้านอาหารด้านนอก

ปั้มน้ำมัน

หลังจากเลี้ยวเข้าสู่เส้น 28 เพื่อเดินทางสู่ Landmanalaugar ไม่มีปั้มน้ำมัน ดังนั้นเตรียมน้ำมันให้พร้อม เพราะเส้นทางไปกลับนั้นไกลพอสมควร

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.