Lunar Travel WorldA Legend of Travel

คิลิมานจาโร (Kilimanjaro) เขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา

Home » Blog » Africa » คิลิมานจาโร (Kilimanjaro) เขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

ทำไมจึงไปเดินเขาที่คิลิมานจาโร

คิลิมานจาโร เป็นช่วงเริ่มต้นของการเดินเทรคของเรา หลังจากผ่านการเดินเทรค ABC ซึ่งรู้สึกว่าอุปกรณ์หลายอย่างที่ซื้อมายังใช้ไม่คุ้มค่า แล้วก็เห็นว่าการเดินเทรคนั้นไม่ได้ทรมานจนเกินไป ก็แค่ตื่นแต่เช้า แล้วก็เดินไปเรื่อยๆจนเย็น ระหว่างทางมันทรมานจนไม่อยากกลับมานั่นแหละ แต่เมื่อจบทริปแล้วก็คิดถึง อยากพาตัวเองไปอยู่ในบรรยากาศแบบนี้อีก ที่สำคัญการเดินเทรค เดินเขาในต่างประเทศมันไม่ร้อนเหมือนเมืองไทย มีโอกาสได้เห็นวิวที่แปลกตาของธรรมชาติ วิถีชีวิตจริงๆของคนในพื้นที่ว่าเค้าใช้ชีวิตยังไง ก็เลยมองหาภูเขาลูกต่อไป search ในเน็ตจนไปเจอทริปคิลิมานจาโรของป๋าคมรัฐ อ่านแล้วน่าตื่นเต้นดี ได้ไปเดินเทรคที่แอฟริกา ดินแดนที่อยากไปซาฟารี แล้วในทริปก็มีไปเที่ยวซาฟารีด้วย ทุกอย่างลงตัวก็เลยลงชื่อ โทรไปถามคุณสมบัติของตัวเองกับป๋าว่าเคยผ่าน ABC มาแล้วพอจะไปร่วมทริปได้มั๊ย ป๋าว่าได้ ก็ไป แค่นั้นเอง เพราะที่จริงแล้วชื่อคิลิมานจาโร ก็รู้จักจากหนังสือเรียนสมัยเด็กๆ ซึ่งผ่านมาเนิ่นนาน ไม่ได้รู้ความสำคัญของมันมากมาย แต่ที่จำได้เพราะชื่อมันเพราะดี

ความสำคัญของคิลิมานจาโร

  • คิลิมานจาโร เป็นยอดสูง 5895 เมตร สูงที่สุดในแอฟริกา โอ้ว สูงที่สุดในแอฟริกา มันจะสุดยอดแค่ไหน ที่คนอย่างเราได้ไปยืนบนยอดสูงนั้น เรารู้ว่ามันยากหละ เพราะแค่เดินเทรคที่ความสูงสี่พันกว่าเมตรของ ABC ก็หืดขึ้นคอ แต่ครั้งนั้น ก็คิดว่าตัวเองมีอาการแพ้ความสูง หรือ AMS น้อยมาก จึงมีความมั่นใจและอยากท้าทายตัวเองที่ความสูงที่มากขึ้น และคิดว่าจะผ่านความสูงนั้นไปได้ โดยที่ไม่ได้คิดเลยสักนิดว่าครั้งนี้จะสูงกว่า ABC (4130 ม.) ถึง 1765 เมตร
  • 1 ใน 7 summits คือ หนึ่งในยอดเขาสูงที่สุดในแต่ละทวีป และคิลิมานจาโรก็เป็นตัวแทนของทวีปแอฟริกา นักปีนเขา เอาซีรี่ส์นี้เป็นหมุดหมายหนึ่งในการพิชิตความท้าทายนอกจากความสูง ยังมีเรือ่งภูมิอากาศและภูมิประเทศเป็นตัวแปรเพิ่มขึ้นมา เป็นซีรี่ส์ที่มารู้จักเมื่อได้มาเจอป๋า และสมาชิกในกลุ่มคุยกัน การได้มากับป๋าคมรัฐ ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองได้ก้าวเข้ามาสู่วงการเดินเทรคกิ้งข้างหนึ่ง สมาชิกในกลุ่มคุยกันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ การเดินเขาหลายลูกในต่างประเทศที่ฉันเพิ่งได้ยินชื่อครั้งแรกที่นี่ และฉันเพิ่งตระหนักได้ว่ากลุ่มป๋านี่เอง ที่ฉันน่าจะเคยได้เจอบนรถตอนกลับจากทิเบต ซึ่งใช้บริการบริษัททัวร์เดียวกัน ตอนนั้นกลุ่มนี้เหมือนจะไปขึ้นยอดอะไรสักอย่าง หน้าตาแต่ละคนดำไหม้ แต่คุยกันอย่างมีความสุข ขณะที่ฉันนั่งมองแล้วคิดว่า “ชีวิตนี้ กรูจะไม่เที่ยวแบบคนพวกนี้เด็ดขาด เอาชีวิตมาลำบากลำบนทำไม เราจะเที่ยวแต่ในที่ที่รถถึงเท่านั้น” แต่ขณะนี้ฉันมาอยู่กับพวกเขาซะแล้ว จากแต่เดิมซึ่งฉันเคยรู้แต่ว่าคนที่พิชิตยอด ก็คงมองแค่เอเวอร์เรสต์เป็นเป้าหมายเดียวมาตลอด กลายเป็นว่าพวกนักปีนเขาต่างมีเป้าหมายมากมายที่คนนอกวงการที่ไม่สนใจหรือเกี่ยวข้องจะรู้มาก่อน ซึ่งนอกจาก 7 summits นี้แล้วผู้พิชิตทั้งหลายยังมีเป้าหมายที่ท้าทายความยากอีกมากมาย เพิื่อพิสูจน์ความแข็งแกร่งดุจยอดมนุษย์ที่สามารถเอาชนะความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติอีกหลายซีรี่ส์ หากมีโอกาสจะเอามาเล่า่ให้ฟังต่อไปค่ะ

รู้จักเขาคิลิมานจาโร

เขาคิลิมานจาโร ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา เขตประเทศแทนซาเนียใกล้พรมแดนประเทศเคนยา ชื่อคิลิมานจาโรมีความหมายว่า “ภูเขาที่ส่องแสง” ตามภาษาสวาฮิลี นอกจากเป็นเขาที่สูงที่สุดในแอฟริกา ยังเป็นภูเขาไฟยอดเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลก มีความสูง 5895 เมตร

ภูเขายอดเดี่ยว แต่ยังมีภูเขาไฟ 3 ลูกบนคิลิมานจาโร

แม้จะเป็นภูเขาเดี่ยวที่ไม่ได้ประกอบเป็นเทือกเขาหลายๆลูกแต่อย่างใด แต่ระหว่างการเดินเขาเพื่อขึ้นยอดคิลิมานจาโร ฉันพบว่าชื่อคิลิมานจาโรนั้นเป็นชื่อที่รวมหลายสิ่งเกินกว่าที่คาดคิดเพราะยอดที่ฉันจะไปพิชิตนั้นไม่ได้ชื่อยอดคิลิมานจาโร เหมือนกับว่าถ้าเราไปเอเวอร์เรสต์เราก็ควรพิชิตยอดเอเวอร์เรสต์ ไปดอยอินทนนท์นั้นยอดสูงสุดก็น่าจะชื่อยอดอินทนนท์ แต่บนเขาคิลิมานจาโร ยังมีภูเขาไฟ 3 ลูก คือ คือยอดคีโบ ยอดมาเวนซี และยอดชีรา โดยที่ยอดมาเวนซีและชีราเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทไปแล้ว (Extinct Vocano) ขณะที่ ยอดคีโบยังมีโอกาสระเบิดได้อีก หากมีการสะสมของลาวามากๆ เป็นภูเขาไฟที่เรียกว่าภูเขาไฟสงบ (dormant volcano) และยอดสูงสุดตลอดทางที่เรามองขึ้นไปเป็นจุดหมายนั้นก็คือยอดคิโบ ที่เป็นปลายทางความสูง 5895 เมตร โดยที่จุดสูงสุดนั้นก็มีชื่อเรียกเฉพาะอีกต่างหากว่า Uhuru Peak

  • ยอดคีโบ (Kibo) เป็นยอดที่สูงที่สุดในแอฟริกา มีความสูง 5,895 เมตร มีโพรงลึกเป็นรูปกรวยลึกถึง 113 เมตร แนวลึกด้านตรง 122 เมตร มีร่องรอยของการคุกกรุ่น ไม่หมดเชื้อยังคงมีควันปรากฏอยู่และมีกลิ่นกำมะถัน ปล่องภูเขาไฟบนยอดคีโบ ชื่อว่า Reusch Crater ตามชื่อนักปีนเขา Gustav Otto Richard Reusch ซึ่งพิชิตยอดคิลิมานจาโรเป็นครั้งที่ 25 (เขาขึ้นยอดนี้ 60กว่าครั้ง) โดยรัฐบาล Tanganyika (ชื่อเดิมของประเทศแทนซาเนีย) ในปี 1954 และเมื่อประมาณ 100,000 ปีก่อนด้านหนึ่งของริมปล่องภูเขาไฟนี้ได้ถล่มลงมา เกิดพื้นที่เรียกว่า Western Breach และ Great Barranco
  • ยอดมาเวนซี (Mawenzi) เป็นยอดเขาที่สูงเป็นอันดับสองในคิลิมันจาโร สูง 5,353 เมตร อยู่ใกล้กับยอดคิโบ เป็นยอดที่เหมาะสำหรับนักไต่เขาเนื่องจากความสูงแหลมคมของหิน และต้องใช้เทคนิคในการปีนเขาที่ชำนาญ เนื่องจากมีสภาพเป็นโขดหินที่มีความลาดชันมาก การกัดเซาะตัดช่องทางผ่านหินที่ลึกมากทำให้มีความยากลำบากในการเดินเขาแบบทั่วไป
  • ยอดชีรา (Shira) ความสูง 3,788 เมตร การระเบิดปะทุเมื่อเกือบสองล้านปีก่อน ทำให้ยอดเขาชีรา (Shira) ทะลายลงมา แล้วถูกทับด้วยลาวาที่ไหลลงมาจากการการระเบิดของยอดคีโบ เกิดเป็นแอ่งที่ราบสูง Shira ซึ่งหากเดินเทรคในเส้นทางนั้นก็น่าจะคล้ายๆว่าเดินตัดผ่านแอ่งภูเขาไฟ Shira
ยอดคีโบ (Kibo)
ยอดมาเวนซี (Mawenzi)

เส้นทางเดินเทรคกิ้งคิลิมานจาโร

เส้นทางเดินขึ้นยอดคิลิมานจาโร มีทั้งหมด 7 เส้นทาง มีความยากง่ายและพิเศษที่แตกต่างกัน เนื่องจากจะผ่านวิวที่แตกต่างกัน บางเส้นทางอาจจะง่ายในช่วงเดินแรก แต่จะมายากช่วงวันที่ขึ้นยอด

กลุ่มของเราใช้เส้นทาง Rongai ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวที่อยู่ทางเหนือติดกับพรมแดนประเทศเคนยา เส้นทางนี้จะไม่ได้ผ่าน Shira หากแต่ได้เห็น Mawenzi ใก้ลชิดกว่า เส้นทาง Rongai จะค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่ค่อยมีต้นไม้ และความสมบูรณ์สู้เส้นทางฝั่งใต้ และตะวันตกไม่ได้ แต่ขากลับลงจากเขาเราเดินลงในเส้นทาง Marangu ซึ่งมีต้นไม้ประจำถิ่นมากกว่า และร่มรื่นกว่าเส้นทางนี้เป็นเส้นทางเก่าแก่ ของการเดินเทรคคิลิมานจาโร ยังพอมีที่พักเป็นหลังๆบ้าง แต่ไม่มากนัก

เส้นทาง Rongai จะมีความแห้งแล้ง ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้เตี้ยๆ ไม่ค่อยได้เห็นต้นไม้แปลกๆ
เส้นทาง Marangu มีโอกาสได้เห็นต้นไม้ประจำถิ่นพวก Giant Groundsels
Lobelia deckenii ต้นไม้ดอกไม้แปลกๆ บนเส้นทาง Marangu

ทุกเส้นทางจะได้พบกับประสบการณ์ที่หลากหลายที่ เนื่องจากการเดินขึ้นสู่เขาที่มีความสูงมากๆ มีผลทำให้สภาพแวดล้อมป่า ต้นไม้ ภูมิประเทศรอบตัวเราเปลี่ยนไปตั้งแต่ป่าฝนที่เชิงเขา เปลี่ยนไปเป็นป่ามอสในวันถัดไป แล้วเข้าสู่ภูมิประเทศแห้งแล้งแบบทะเลทรายจนกระทั่งได้พบกับสภาพอากาศหนาวสุดขั้วมีหิมะน้ำแข็ง และกลาเซียร์น้ำแข็งขนาดใหญ่ก่อตัวอยู่บนยอดเขา ซึ่งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก เรียกว่าเราสามารถสัมผัสภูมิอากาศ ภูมิประเทศเกือบทุกรูปแบบภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน หรือการเปลี่่ยนแปลงนั้นอาจเกิดขึ้นในช่วงวันเดียวด้วยซ้ำไป

ซ้ายบน แสดงภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปของเส้นทางขึ้นยอดคิลิมานจาโร

จุดต่างๆ (point) บนยอดคีโบ (Kibo)

หลังการปีนผาหินเพื่อขึ้นสู่ปากปล่องภูเขาไฟคิโบ จะได้พบกับป้ายซึ่งอาจทำให้หลายคนนึกดีใจว่าในที่สุดก็ได้มาถึงจุดหมายปลายทางเสียที แต่เดี๋ยวก่อนจุดแรกที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ขึ้นมานั้นยังไม่ใช่ปลายทางที่สูงสุด ทุกคนยังต้องเดินต่อไปอีกประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมงเพื่อไปยัง Uhuru Peak จุดสูงสุดของแอฟริกาจริงๆ ตรงจุดที่ขึ้นมาถึงทำให้หลายคนถอดใจ และยอมแพ้กลับลงไป ก่อนจะได้เห็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ และพีคที่แท้จริง

  • Gilman Point 5,681 เมตร การปีนขึ้นไปที่ Gilman Point สำหรับผู้ที่ใช้เส้นทางMarangu, Rongai and northern circuit เริ่มต้นจากจุดตั้งแคมป์Kibo Hut (4700 เมตร) เวลาเที่ยงคืน การเดินขึ้นจุดนี้เป็นส่วนที่ยากที่สุดในเส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 6 ชม. ถึง 8 ชม. เพื่อไปถึงที่นี่
Gilman Point กับ ริชาร์ด ลูกหาบคู่หูที่เดินมาด้วยกันตลอดทางระหว่างขึ้นยอด
  • Stella Point ที่ระดับความสูง 5,756 เมตร เป็นหนึ่งในสามจุดบนยอดเขาคิลิมันจาโรอย่างเป็นทางการ หากมาจาก Gilman’s Point จะผ่าน Stella Point ระหว่างทางไปยังยอดเขา Kilimanjaro, Uhuru Peak (5,895 เมตร Stella Point ตั้งอยู่ที่ขอบปากปล่องภูเขาไฟ ผู้ที่ใช้เส้นทาง Machame Route, Lemosho route, Umbwe Route and Shira Route เมื่อขึ้นมาบนเครเตอร์จะพบกับ Stella Point เป็นจุดแรกจากนั้นสามารถเดินไปยัง Uhuru Peak อีกประมาณ 1 ชั่วโมง
Stella point
  • Uhuru Peak (5895 เมตร) คนแรกที่พิชิตยอดสูงสุดคือ Hans Meyer และ Ludwig Purtscheller ในปี1889 เขาตั้งชื่อยอดสูงสุดว่า Kaiser Wilhelm peak เนื่องจากในเวลานั้นคิลิมานจาโร เป็นส่วนหนึ่งในอาณานิคมของเยอรมัน (German East Africa) ต่อมาในปี 1964 รัฐบาลแทนซาเนียเปลี่ยนชื่อเป็น Uhuru Peak แปลว่า อิสระ (Freedom) ในภาษาสวาฮิลี แต่คนที่ผลักดันให้มีการธุรกิจ และสร้างรายได้จากการเทรคคิลิมานจาโร และเป็นที่จดจำมากกว่าคือ Gustav Otto Richard Reusch ซึ่งประสบความสำเร็จขึ้นยอดสูงสุดเป็นคนที่ 7 ในปี 1926
Uhuru Peak ยอดสูงสุดของทวีปแอฟริกา

หลังการสำรวจบนยอดสูงสุดของ Hans Meyer และ Ludwig Purtscheller ซึ่งประสบความสำเร็จในครั้งที่ 3 ของพวกเขา ทำให้ความลึกลับบนยอดสีขาวที่ส่องแสงของภูเขาใหญ่ซึ่งชาวพื้นเมืองกล่าวว่าเป็นภูเขาแห่งทองและเงิน มันถูกปกป้องโดยวิญญาณที่ชั่วร้าย ไม่เคยมีใครไปถึงบนนั้นถูกคลี่คลายลงไปเหลือเพียงความกังวลของธารน้ำแข็งที่ค่อยๆละลายลงไปเมื่อเวลาผ่านไป ทั้งช่วงเวลานั้นยังเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งแย่งชิงพื้นที่กันระหว่างเยอรมันกับอังกฤษ ทำให้พื้นที่แถบนั้นเต็มไปด้วยอันตราย การสำรวจเส้นทางเดินเขาก็เกิดการหยุดชะงักไปพร้อมกันด้วย

Reusch เริ่มเข้ามาเดินเขาในปี 1923 อุทิศตัวให้กับคิลิมานจาโรเดินขึ้นลงกว่า 60 ครั้ง นอกจากการสร้างชื่อเสียงจากรูปถ่ายเสือดาวหิมะใกล้ยอดซัมมิทคิลิมานจาโรซึ่งตอนที่เจอเขาได้ตัดหูไว้เป็นที่ระลึก จนภาพนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เออร์เนส เฮมมิ่งเวย์ (Ernest Hemmingway) นำมาเขียนเรื่องสั้นก่อนจะไปทำเป็นภาพยนตร์เรื่อง Snow of Kilimanjaro

เขายังพยายามเปลี่ยนภาพการเดินเขาคิลิมานจาโรให้เป็นการเดินเขาเพื่อเรียนรู้ธรรมชาติ และชื่นชมวิวที่ไม่เหมือนที่ใด เส้นทางนี้สามารถเป็นได้ทั้งเส้นทางการผจญภัย การเรียนรู้และเติมเต็มจิตวิญญาณแห่งการเดินทาง เขาสร้างที่พัก ฝีกสอนคนท้องถิ่นเพื่อเป็นลูกหาบและไกด์ ก่อตั้งสโมสร East African Mountain Club ต่อมาสโมสรนี้ได้ถูกเปลี่ยนเป็นเป็นอุทยานแห่งชาติโดยรัฐบาลแทนซาเนียในปี 1973

ธารน้ำแข็งบนยอดคิโบ Kibo

บน Kibo ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดของคิลิมันจาโร มีธารน้ำแข็งหนาทึบหนากว่า 100 เมตร อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ธารน้ำแข็งเหล่านั้นได้ลดลงอย่างมาก ประมาณกันว่าหิมะน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนยอดจะหายไปหมดในปี 2033 ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อการปีนเขาซึ่งจะทำให้เกิดการคลายตัวของหินและดินที่อยู่ด้านบน เป็นอันตรายต่อการปีนเขา และทำให้เสน่ห์ของหิมะตรงเส้นศูนย์สูตรหายไปแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อการทำเกษตรของชาวบ้านท้องถิ่นที่อยู่บริเวณตีนเขาซึ่งต้องพึ่งพาน้ำใช้จากการละลายของหิมะอันเป็นแหล่งน้ำสำคัญแหล่งหนึ่ง

ธารน้ำแข็งบนยอดคิโบ

Camping Trek

การเดินเทรคในเส้นทางนี้จะเป็นการเดินเทรคแบบ Camping Trek คือการกางเต็นท์พักแรมระหว่างทาง โดยทางบริษัทนำทางที่เราติดต่อจะรับผิดชอบนำเต็นท์ที่พัก เต็นท์ครัว เต็นท์ทานอาหาร รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นเก้าอี้ โต๊ะทานข้าวแบกขึ้นไปด้วย ความสวยงาม สะดวกสบายก็คงจะขึ้นกับงบประมาณของลูกค้า สำหรับของเราถือว่าสะดวกสบายในแบบที่ฉันพอใจ เหนือความคาดหมายกับการบริการที่มาเสิร์ฟ morning tea ในทุกเช้าหลังการตื่นนอน และยังมีบริการ popcorn ถั่วทอดเป็นอาหารว่างระหว่างมื้อเมื่อเราไปถึงที่พัก บริการชนิดที่ว่าถ้าป้อนได้ ก็ป้อนแล้ว บรรยากาศและวิวรอบตัวไม่ต่างกับหนังผจญภัยอย่างอินเดียน่าโจนส์ที่เคยดูสมัยเด็กๆ

ของส่วนตัวกระเป๋าใบใหญ่ลูกหาบจะมารับในทุกเช้าหลังจากเราเก็บทุกอย่างเรียบร้อย แล้วไปส่งให้พร้อมกับช่วยเลือกทำเล จุดกางเต็นท์วิวสวยๆให้เราอีกด้วย กลุ่มของเราเดินทางกัน 28 คน ลูกหาบแต่ละคนแบกของให้ประมาณ 30 กก.ต่อคน เราจึงใช้ลูกหาบจำนวนมากที่เดินทางไปกับเรา ลูกหาบบางส่วนยังช่วยเราถือกระเป๋า day pack ให้กับเราในวันขึ้นยอด ประกบดูแลชนิดคนต่อคน ยิ่งทำให้การขึ้นยอดเหนื่อยน้อยลง พร้อมทั้งยังมีคนมาช่วยกระซิบข้างๆ “Pole Pole” ให้เดินช้าๆ

ฉันเดินขึ้นยอดพร้อมกับ Richard ซึ่งช่วยถือกระเป๋า ส่งน้ำ ถ่ายรูป เป็นเพื่อนเดิน เพื่อนคุยตลอด 10 กว่าชั่วโมงระหว่างขึ้นยอดตอนตีหนึ่งไปจนถึงตอนเที่ยงของอีกวันที่ลงมายัง Kibo hut
niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.