• Menu
  • Menu

Kathmandu-Manang [Annapurna Circuit and Tilicho Lake Trek ตอนที่ 1]

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

Annapurna เป็นชื่อกลุ่มเทือกเขาที่มีความหมายว่าความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญาหารตามภาษาสันสกฤต กลุ่มเทือกเขานี้ประกอบด้วย Annapurna I, II, III ,IV และSouth หากใครเคยไปเส้น ABC มาแล้ว ยอดเขาที่เรายืนมองที่ Base Camp นั้นคือยอด Annapurna South ส่วนอีกยอดสำคัญที่ได้เห็นบนเส้นทาง ABC ก็คือยอดหางปลา หรือ Machapuchare ส่วน Annapurna ที่เหลือถ้าอยากชมก็ต้องมาเดินที่เส้นทาง Annapurna Circuit เส้นทางเก่าแก่มีชื่อเสียงอีกเส้นทางหนึ่งของเนปาล ซึ่งจะได้เห็นกลุ่ม Annapurna ที่เหลือทั้งหมด และยอดสำคัญเช่น Manuslu , Pisang , Lamjung Himal, Gangapurna , Tilicho ,Nilgiri แถมด้วยยอด Dhulagiri เมื่อข้ามช่องเข้าสำเร็จ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศจะเอื้ออำนวยแค่ไหนด้วย

เส้นทางที่เราเดินคือเส้นสีแดง(ไปถึงมานัง สีฟ้าไปทะเลสาบทิลิโช ส่วนสีเหลืองเพื่อข้ามโทรองลา ไปถึงมุกตินาถ

จริงๆแล้วเส้นทาง Circuit ถ้าเดินให้ครบเส้นทางก็จะเป็นวงกลม (ตามแผนที่) แล้วแต่ว่าเราจะวนซ้าย วนขวา นิยมเดินวนจากขวาไปซ้าย ทวนเข็มนาฬิกา เพื่อให้เราได้มีเวลาปรับตัวก่อนจะไปข้ามช่องเขาสูงที่สุด 5416 ม. ที่ Thorong La พื้นที่กว้างใหญ่ของบริเวณนี้ติดกับเขตชายแดนทิเบต จึงมีความผสมผสานทางวัฒนธรรมของชาว Manangi , Gurung และ Thakali ผ่านการค้าขาย การเดินทางมาแต่ในอดีตในเส้นทางเดียวกับที่เราจะไปเดิน สังเกตได้จากวัดทิเบต รูปสลักบนเสา และการสร้างบ้านที่ก่อด้วยหินก้อนใหญ่เป็นกำแพง

จากความสูงระดับ 1000 กว่าเมตร ขึ้นสู่ความสูง 5400 เมตร จะได้เดินทางผ่านความร่มรื่นชุ่มชื่นของป่าฝนมีต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่ม ระหว่างทางมีสายลมพัดผ่านทุ่งนาเขียว สู่ดินแดนป่าสน มีไม้พุ่มเตี้ย เข้าดินแดนหิมะหนา แล้วลงสู่อีกฟากฝั่งที่แห้งแล้งแบบทะเลทราย ฉันจะได้พบดินแดนที่หลากหลาย ฉันจะได้เรียนรู้จักธรรมชาติอย่างใกล้ชิดอีกครั้งด้วยสองขาของฉันเอง ฉันจะได้สัมผัสความงดงามด้วยสัมผัสจากรอบตัว ฉันจะได้ซึมซับ เก็บเกี่ยว เรียนรู้ เข้าใจธรรมชาติและสิ่งรอบข้างเพื่อเข้าใจภายในของตัวเอง และฉันหวังว่าฉันจะสนุกกับทุกสิงที่ได้พบเจอ

ในช่วงแรกของเส้นทางหลังจากลงรถจี๊ปที่ Dharapani เรามีเป้าหมายมุ่งไปสู่ Manang เมืองใหญ่สำคัญในเทือกเขาที่ความสูง 3500 เมตร เราค่อยๆปรับตัวด้วยการเดินผ่านเขตป่าฝน ทุ่งนาของชาวบ้าน เส้นทางถูกบุกรุกด้วยเส้นทางถนนที่ตัดเข้ามา เราเดินผสมผสานกันระหว่างทางใหม่และตัดเข้าสู่ป่าทึบบ้าง เทือกเขาบ้าง เพื่อให้ได้ชมความสวยงามที่ค่อยเปิดเผยกับเรา เทือกเขายังสูงใหญ่ตระหง่านและไกลเกินเอื้่อม โดยเฉพาะเมื่อฉันยังรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินกับการก้าวเดินแต่ละก้าวเพื่อขึ้นไปสู่เนินข้างหน้าใกล้ๆ

Itinerary 16 Days

แบ่งเป็น 3 ช่วงนะคะ

  • ช่วงแรกจาก Kathmandu – Manang
  • ช่วงที่สองเดินลุยหิมะชมทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ Tilicho Lake
  • ช่วงที่สามข้ามพาส Thorong La มุ่งหน้าสู่เมืองศักดิ์สิทธิ์ Muktinath และเดินทางกลับ Kathmandu

Day 01 : Arrival in Kathmandu (1300 m.) BKK-KTM

เราทำวีซ่ามาจากเมืองไทย ประหยัดเวลาที่สนามบินไปได้มาก ค่าวีซ่า สำหรับ 16 วัน 1,450 บาท หลังจากรับกระเป๋า ก็เข้าเมืองเตรียมตัว shopping สำหรับในส่วนที่ยังขาด เส้น Annapurna Circuit มีความสูง และช่วงเดือนเมษายน อากาศยังเย็น ได้ข่าวว่ามีหิมะตก

สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการเดินเทรคเส้นนี้

  • Mini Crampon แม้ไกด์จะบอกว่า mini crampon ไม่จำเป็น แต่ฉันขอแนะนำให้ซื้อติดไปด้วย มันช่วยได้มากในทางลื่น และหากต้องลุยหิมะ ซึ่งมันก็ช่วยได้มากจริงๆ
  • Gaiter ปลอกกางเกง ช่วยป้องกันหากต้องเดินลุยหิมะ นอกจากช่วยป้องกันหิมะ ยังช่วยกันหนามแหลมคมจากต้นไม้ใบหญ้าสูงๆ ที่เราเดินผ่าน และสำหรับฉัน Gaiter ยังช่วยป้องกันไม่ให้กางเกงเลอะเทอะง่ายๆ รวมทั้งช่วยให้ความอบอุ่นช่วงน่องได้มากทีเดียว
  • Trekking Pole สำหรับเทรคกิ้งที่ช่ำชอง คงมีคู่กายกันทุกคน แต่หากยังขาดอยู่หาซื้อได้มากมายที่ทาเมล หลายราคาให้เลือก
  • ถุงมือหนาๆ สำหรับเตรียมเผชิญความหนาวเย็น และลมแรง บนที่สูง
  • แว่นกันแดด บนที่สูงกว่า 5000 เมตร มีความเป็นไปได้ที่เราจะต้องเผชิญกับหิมะขาวโพลนตลอดทาง แว่นกันแดดช่วยพลางแสงไม่ให้แสงสะท้อนเข้านัยน์ตามากเกินไป

สิ่งที่ขาดได้แต่ก็จัดไป

  • Sim สำหรับติดต่อกับโลกภายนอก ที่จริงระหว่างทางตาม Tea house ก็มี wifi (เสียเงิน) ให้บริการทุกแห่งจนถึง basecamp แต่ด้วยราคาซิมที่นี่ก็ไม่ได้สูงเกินไป และเพื่อนๆ ก็ซื้อกันทุกคน ฉันเลยรับมาด้วย 1 อัน เราเลือกใช้ Ncell ค่าซิม 200 รูปี ค่าบริการแบบเลือกเน้นData อีก 5GB ราคา 900 รูปี รวมเป็น 1,100 รูปี (เติมขึ้นต่ำ 2 Gb 500 รูปีได้) สำหรับ 30 วัน ซึ่งสัญญาณโทรศัพท์ดีพอสมควร แต่เราไม่ได้ใช้ ส่วนสัญญาณ Data ขึ้น E พอใช้งานได้ดีในเมืองใหญ่ที่เราผ่านทั้ง Manang, Muktinath ,Jomsom, Pokra และได้สัญญาณ 3G ที่ Kathmandu

Day 02 : นั่งรถตู้จาก from Kathmandu to Bensisahar (760 m.) และมาเปลี่ยนรถจี๊ปบึกบึนเพื่อลุยไปบนถนนเลาะริมผาบนทางยิ่งกว่า offroad ทั่วๆไป สู่เมือง Dharapani (1890 m.)

การจราจรในเมืองหลวง Kathmandu ก็ยังระงมไปด้วยเสียงแตรดังลั่น เราลัดเลาะออกจากหุบเขาขึ้นมาทางเหนือของเมือง รถติดตลอดทางแต่โชคดีที่ขาออกนอกเมืองของเราเบาบางกว่าขาเข้า ที่จริงอากาศของที่นี่นับว่าเย็นสบาย แต่ฝุ่นควันในเมืองกลับทำให้อากาศของเมืองไม่น่าอยู่เอาซะเลย ระหว่างทางเห็นชาวบ้านปลูกผักได้ผลผลิตลูกใหญ่ๆ แล้วนึกอิจฉา เมื่อเทียบกับอากาศร้อนจัดของเมืองไทยที่ปลูกผักช่วงนี้ไม่ได้ผลเอาเลย แม้จะพอพ้นนอกเมืองไปแล้ว ได้เห็นทิวเขาเขียวตามรายทาง แต่การขับรถทั้งของเราเองและคนอื่นๆก็ยังตื่นเต้นหวาดเสียวเป็นระยะ เราแวะทานน้ำชา ระหว่างทาง และไปถึงที่หมาย Besi Sahar ตอนบ่ายๆ ซึ่งเราจะเปลี่ยนรถกันที่นี่

Besi Sahar เป็นจุดสตาร์ทการเดินเทรคกิ้งตั้งแต่ดั้งเดิม บางคนที่มาเทรคเส้นนี้อาจจะเริ่มต้นเดินกันที่เมืองนี้เลย แต่สำหรับฉันยังคงเลือกนั่งรถต่อไป โดยเปลี่ยนเป็นขึ้นรถจี๊ปไปจนถึง Dharapani ฉันเห็นนักท่องเที่ยวเดินเทรคบ้างประปราย และแทบทุกคนจะหันมามองค้อนเราวงใหญ่กันทั้งนั้น หลังจากได้ยินเสียงแตรไล่หลังจากรถของพวกเรา

เส้นทางลัดเลาะไปตามริมผา และถนนเต็มไปด้วยหินก้อนใหญ่ที่พาเรากระเด้ง กระดอนตลอดทาง

ในขณะที่เราบนรถแม้จะไม่ได้เทรค แต่ก็สาหัสกับความกระเด้งกระดอนของเส้นทาง ซึ่งบางจุดไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะเป็นทางรถวิ่ง ทางบางช่วงทั้งแคบ และเลาะริมหน้าผาสูงชัน บางช่วงพื้นถนนมีแต่ไม้และหินก้อนใหญ่ ไม่มีวี่แววของเส้นทางถนน เส้นทางรถดังกล่าวเคยเป็นทางเดินเทรคมาก่อนซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมนอกจากเพียงแค่อนุญาติให้รถวิ่งได้แค่นั้นเอง บางช่วงผ่านหมู่บ้าน เป็นเส้นทางเล็กแคบแทบสวนกันไม่ได้ ช่วงหนึ่งที่ฉันรู้สึกแย่มาก เมื่อเห็นเด็กสาวนั่งอยู่หน้าบ้าน แล้วต้องเอามืออุดหูเสียงบีบแตรลั่นของรถตลอดเส้นทางในหมู่บ้าน การเดินทางด้วยรถนำความสะดวกมาให้ แต่ก็นำสิ่งที่รบกวน และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และมลภาวะมากมายเข้ามาด้วย อย่างน้อยเส้นทางรถนี้ก็ทำให้หลายคนรวมทั้งฉันเลือกจะนั่งรถแทนการเดิน และผ่านหมู่บ้าน หลายหมู่บ้านไปโดยไม่ได้สัมผัส หรือเข้ามาใช้บริการโรงแรม ซื้อของจากหลายหมู่บ้าน ซึ่งเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวมาในช่วงหลายสิบปีมานี้

เรานั่งรถช่วงนี้กันประมาณ 5 ชั่วโมง เกือบห้าโมงเย็นก็มาถึง Dharapani ที่พักคืนนี้สวยมากอยู่ริมแม่น้ำ และที่สำคัญในห้องน้ำในตัวให้เรายังได้อาบน้ำอุ่นสบายๆก่อนนอน

Day 03 : Trekking Dharapani to Chame (2710 m.)

เราสามารถประหยัดเวลาในการเดินเท้าถึง 3 วันจาก Besi Sahar ถึง Dharapani เหลือเพียงแค่ 5 ชั่วโมง แม้หลังจาก Dharapani จะยังมีเส้นทางสำหรับรถวิ่งได้จนถึง Manang แต่ก็น้อยลงมาก เพราะเส้นทางก็ยิ่งขรุขระ ทุกลักทุเลมากขึ้น

บางช่วงเป็นจะแยกเส้นทางเดิน ออกจากเส้นทางของรถ เป็นเส้นทางเดินผ่านป่าเขียว ข้ามสะพาน ซึ่งสดชื่นและไม่ต้องพะวักพะวงคอยหลบรถที่บีบแตรไล่หลังเราขึ้นมา

หลังจากทริปเดินเทรคที่อินเดียล่าสุดเมื่อเดือน กค.59 ฉันกลับมาสู่เส้นทางเทรคอีกครั้งด้วยความตื่นเต้นและโหยหา นึกถึงบรรยากาศที่งดงาม การเดินมันส์ๆ สนุกๆ ขึ้นลงตามป่าเขาลำเนาไพร โดยไม่ได้นึกเลยว่าการเดินเทรคมันมีความยากลำบากอย่างไร และเมื่อกลับมาลงสนามอีกครั้งฉันจึงพบว่า

ฉันมันเป็นพวกที่ลืมความทุกข์ง่ายเกินไปจริงๆ เลือกจำแต่ความสวยงาม บรรยากาศระหว่างทางเมื่อกลับมาก้าวเดิน ยังไม่ถึงชั่วโมง ฉันก็พบว่า ฉันช่างแส่หาเรื่องให้ตัวเองจริงๆ ความเหนื่อยล้า ปวดแข้งขา ยามเมื่อต้องเดินขึ้นลงเขาแต่ละลูก แต่ละเนิน ยังยากเย็นเข็ญใจ และไม่ได้ง่ายขึ้นเลย ฉันดีใจทุกครั้งที่ได้หยุดพักแม้เพียงชั่วครู่ และยิ่งดีใจสุดขีดเมื่อได้ล้มตัวลงบนเก้าอี้เพื่อเหยียดแข้งขาในร้านอาหารกลางวันที่ไปถึง

แต่ก็ยังเชื่อใจตัวเองว่า “เดี๋ยวก็มาอีกอยู่ดี” เสน่ห์ของการเดินเทรค เดินเขาแอบซ่อนอยู่ระหว่างการเดิน ความเจ็บปวดแค่นี้ ไม่เคยทำให้ฉันหยุดเดินได้

จากที่พักเราเดินข้ามสะพานแขวนขึ้นสู่เส้นทางเทรล ช่วงแรกยังไม่ไปรวมกับเส้นทางถนน จึงมีความร่มรื่นไปด้วยป่าไม้สีเขียว แต่เพียงแค่แป็บเดียวก็วกกลับเข้าสู่เส้นทางรถจี๊ป แค่นั้นแหละเสียงบีบเตรมาแต่ไกล ฉันก็ทำได้เหมือนกับคนเมื่อวานคือหันไปมองค้อน แล้วรีบหลบเข้าข้างทาง รถที่วิ่งผ่านไปมานำฝุ่นกองเบ่อเริ่มมาฝากคนเดินเท้าทุกครั้งที่ผ่านไป

เส้นทางการเดิน Annapurna circuit ผสมไปมาระหว่างทางรถ และทางเทรล ถ้าเดินบนเส้นถนนก็จะง่าย และไม่ชันมาก วิวที่เห็นจะเปิดกว้างเพราะเดินลัดเลาะไปตามริมเขา ขณะที่เส้นทางเทรลมักจะเป็นทางลัด ตัดเข้าป่าเพื่อไปออกอีกทาง ทำให้ต้องเดินขึ้นลงทางสูงชันบ้าง แต่ได้บรรยากาศที่ร่มรื่น สดชื่น เดินสบายๆ ได้เหงื่อ ได้แรง เดินผ่านป่าช่วงนี้เราได้เห็นป่าสน ต้นเมเปิ้ล ต้นโอ๊ค และมีดอกไม้สวยๆ ทั้งต้นพีช ดอกกุหลาบป่า rhodorendon มีสีสันสวยงามให้แวะเวียนถ่ายรูป จนถึงหมู่บ้าน Danaque เราเริ่มได้เห็นยอดเขาสูงที่มีชื่อเสียงในแถบนี้ เช่น Manuslu (8163 m.) ,Annapurna II (7937m.), Lamjung Himal (6986m.) หลังจากเดินข้ามผ่านน้ำตกก็เริ่มปีนขึ้นทางชันและมุ่งหน้าเข้าสู่เส้นทางในป่าทีบอีกครั้ง ตรงจุดนี้มีทางแยกสามารถเดินเลาะไหล่เขาไปเจอกันที่ Timang จุดพักทานอาหารกลางที่วิวสวยสุดยอดด้วยเทือกเขาที่ล้อมรอบ สวยงาม

ยอด Manuslu เผยโฉมให้เห็นเมื่อเราเดินมาถึง Danaque

ฉันเลือกเดินมุ่งหน้าเข้าไปในป่า แม้ว่าจะมีคนที่สวนกันมาบอกว่าให้ไปอีกทาง เพราะเดินตาม Sai ไกด์ผู้ช่วยเข้าไปห่างๆ เกือบหลงกันในป่า แต่ก็คลำทางจนมาเจอ Sai ที่ยืนรอเงียบๆ ทีนี้ฉันไม่กล้าเดินเถลไถลให้ห่างสายตา จนมาพบพี่หมูที่เดินนำหน้าอยู่ที่สะพาน แถวนี้มีต้นกุหลาบพันปีอยู่มากมาย เราเดินตัดลัดเลาะจนออกมาเจอร้านอาหารที่ Timang พบว่าเพื่อนสองคนที่ใช้ทางรถมาถึงก่อนแล้ว

ทานอาหารกลางวันที่ Timang วิวสวย 360 องศา อากาศดี แต่มีเมฆมาก

หลังจากทานอาหารกลางวันเราออกเดินกันต่อ จากนี้จะมียอดเขาใหญ่เคียงข้างในสายตาของเราตลอดเวลา น่าเสียดายที่ท้องฟ้ามีเมฆ ยอดAnnapurna IV(7525m.) จึงไม่ได้เผยโฉมออกมาให้เห็นเลย เรายังเดินไปต่อบนเส้นทางที่ใช้ร่วมกับรถ มีรถวิ่งห่างๆ ฉันต้องคอยเงี่ยหูฟังเสียงรถที่อาจจะกระหึ่มตามมาเพื่อรีบหลบก่อนจะมีเสียงบีบแตรไล่หลังให้รำคาญใจ นอกจากคนเดิน รถจี๊ป รถมอเตอร์ไซค์ที่วิ่งไปมา ฉันสังเกตุว่าเส้นทางนี้ดูจะเป็นที่นิยมสำหรับบรรดาสิงห์นักปั่นแนวเสือภูเขาไม่น้อย บางคนมาเดี่ยว บ้างมาเป็นกลุ่ม เพราะเส้นทางก็ดูน่าสนุก ตื่นเต้น และวิวก็สวยมากๆ

กลุ่มจักรยานเสือภูเขาระหว่าง (Cr. รูปพี่ฮั้ว)

ฉันเดินมานั่งรอเพื่อนที่ Koto หมู่บ้านเล็กๆที่เป็นแวะเพื่อลงทะเบียน Checkpoint ของเส้น AC (annapurna Circuit) นี้ หลังจากนั้นเดินอีกประมาณ 25 นาที ก็ถึงเมือง Chame จุดหมายปลายทางวันนี้ ได้ระยะเพิ่มขึ้นมา 820 ม. มาอยู่ที่ 2710 ม.เหนือระดับน้ำทะเล ที่พักคืนนี้เป็นแบบธรรมดา ไม่มีห้องน้ำในตัว แถมช่างมาถูกเวลาเหลือเกิน ไฟดับทั้งหมู่บ้านมา2-3 วันแล้ว

[ระยะทาง 15.46 กม. ใช้เวลา 8.29 ชม. รวมเวลาพัก]

Day 04 : Trekking Chame to Lower Pisang (3300 m.)

วันนี้ออกเดินทางกันต่อโดยมีปลายทางอยู่ที่เมือง Pisang เส้นทางส่วนใหญ่เดินผ่านริมหน้าผาสูง

เมื่อออกจาก Chame เราข้ามสะพาน ตรงปลายหมู่บ้านยามเช้าได้เห็นวิถีชีวิตของคนที่นี่ ซึ่งเรียบๆเรื่อยๆ ไม่เร่งรีบกับบ้านกำแพงหิน หมู่บ้านไม่ใหญ่พวกเราเดินกันแป็บเดียวก็ออกมาพบกับทางเดินริมผาสูง ซึ่งใช้เป็นทางรถจี๊ปด้วย ระหว่างทางเดินเริ่มเห็นกลาเซียร์เล็กๆที่ยังละลายไม่หมดอยู่ริมทางน้ำ เรายังคงเดินแวะถ่ายรูปไป สนุกสนานกับเด็กๆที่ผ่านมา

ออกจาก Chame แต่เช้าตรู่

นอกจากต้นไม้ต่างๆพวกสน พืชจากธรรมชาติ ในเส้นทางนี้เรายังได้เห็นสวนแอปเปิล ที่มีคนพื้นที่มาลงทุนทำเป็นไร่ กั้นล้อมรั้วป้องกันไม่ให้คนเข้าไปบุกรุก ได้พอเห็นไร่นาข้าว ที่ชาวบ้านปลูกไว้ใช้กิน นอกเหนือจากการทำ Tea house ไว้รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างเดียว หลังจากผ่านสวนแอปเปิล ทางเดินพาเราไปสู่ที่สูงขึ้น และชันขึ้น ฉันเดินลัด ปีนตัดทางเดิน ทางถนนเพื่อให้ขึ้นไปสู่จุดหมายให้เร็วขึ้น จนมาพบกับหน้าผาหินขนาดใหญ่ ไกด์รีบวิ่งมาบอกให้ระวังหินหล่นลงมา หน้าผาหินธรรมชาตินี้มีความสูงขึ้นจากริมแม่น้ำ 1500 ม. ชาวบ้านในแถบนี้เชื่อกันว่าเป็น ประตูสวรรค์ที่วิญญานของผู้ตายจะเดินไปตามเส้นทางนี้เพื่อไปสู่สวรรค์ เรียกว่า Swarga Dwar ฉันมองเห็นมีหิมะปกคลุมอยู่ด้านบนด้วย ในขณะนี้รอบๆเราวันนี้ก็ยังได้พอเห็น Annapurna II และ Lamjung เคียงข้างกับเราไปตลอดทาง

Swarga Dwar หรือ Heaven gate เนินผาหินสูงจากหมู่บ้าน Dhudu Pokhar
เนินผาหินยังเป็นแลนด์มาร์คให้เราได้หันกลับไปดู เมื่อเดินมุ่งหน้าต่อไปยัง Pisang

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ Dhukur Pokhari หมู่บ้านที่ยังได้เห็นวิวของ Swarga Dwar เป็นอีกวันที่ได้ทานข้าวพร้อมวิวสวยๆ ช่วยได้เยอะในวันที่อาหารเริ่มน่าเบื่อขึ้น เพราะเมนูของคนภูเขาดูจะเหมือนกันไปทุกร้าน ระหว่างทานอาหารไกด์ซานโต๊ส มาบอกเราว่าเย็นนี้เราจะเข้าพักที่ Lower Pisang เพราะเส้นทางเดินขึ้นไป Upper Pisang ช่วงบ่ายลมค่อนข้างแรง ซึ่งพวกเราทุกคนก็เห็นด้วยตามนั้น เรามาถึงที่พักประมาณ 4-5 โมงเย็น วันนี้เป็นอีกวันที่ยังได้อาบน้ำอุ่นฟรีๆ และได้ที่พักพร้อมห้องน้ำในตัว ค่อนข้างสะดวกสบาย

วันนี้เราเก็บระยะความสูงได้อีกนิดหน่อย เมื่อถึงเมืองนี้เราทุกคนยังสบายดี ไม่มีใครมีอาการใดๆ นอกจากเริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น และเสียงหัวเราะเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

[ระยะทาง 12.62 กม. ใช้เวลา 6.58 ชม.รวมเวลาพัก]

Day 05 : Trekking Lower Pisang – Manang (3500 m.)

จาก Lower Pisang ในตอนเช้า เราไม่ได้ย้อนกลับขึนไป Upper Pisang อย่างที่ไกด์คุยไว้เมื่อวานนี้ แต่เดินมุ่งหน้าออกมาจากหมู่บ้าน ที่จริงแล้วถ้าอยากเห็นวิวสวยๆ Upper Pisang จะเห็นวิวได้สวยและกว้างกว่า แต่เดินขึ้นเหนื่อยอีกเล็กน้อย สำหรับฉันไม่น่าเสียดายมากนัก เมื่อเราพบว่าจาก Lower Pisang เราได้พบทะเลสาบเล็กๆ ใกล้หมู่บ้าน ก่อนทางที่จะมาบรรจบกับทาง Upper pisang ทะเลสาบ Maikyu Lake อยู่ในเส้นทางผ่าน ดึงดูดให้พวกเราเดินอ้อมลงไปชมโดยอัตโนมัติ น้ำสีใส กับภาพสะท้อนของวิวรอบๆ งดงามจับใจจนอยากจะนั่งเล่นอยู่ตรงนั้นนานๆ แต่วันนี้เรามีเวลาไม่มาก เพราะเป็นวันที่หนักวันหนึ่งในการเดินเทรคของเรา

เส้นทางจาก Pisang ไป Manang มี 2 ทางให้เราเลือก คือ

Low route ซึ่งจะเดินไปตามเส้นทางรถมีความชันไม่มาก ไปทางเมือง Humde ถ้าดูตามแผนการเดินทางวันนี้เราจะเดินขึ้นจาก 3300 ม.ที่ Pisang ไปถึง 3500 ม. ที่ Manang ใช้เวลาเดินน้อยกว่า เส้นทาง High route 3 ชั่วโมง

High route มีความชันมากกว่า เพราะต้องเดินขึ้นไปที่จุดสูงสุดบน Ghyaru ประมาณ 3700 ม. แล้วเดินลงมาทาง Ngawal ก่อนไปบรรจบกันแถบเมือง Mungji แล้วมุ่งหน้าผ่าน Bragha และถึง Manang ต่อไป ถ้าเลือกเส้นทางนี้วิวบน Ghyaru จะเปิดให้เห็นความสวยงามโดยรอบชัดเจนและสวยกว่า ระหว่างทางผ่านป่าสนขึ้นไปตามแนวเขา

ทะเลสาบ Maikyu ระหว่างทางจาก Lower Pisang ไป Ghyaru

เราคุยกันตั้งแต่เมื่อวานว่าเลือกเส้นทางที่สวยกว่า ท้าทายกว่าแน่นอน แต่เมื่อมายืนตรงทางขึ้นใกล้ๆแถวกงล้อมนตรา และเจดีย์ ไกด์เรียกฉันมายืนมองทางขึ้นลิบๆด้านบน แล้วบอกว่า เราต้องข้ามสะพานด้านหน้า แล้วเดินขึ้นไปด้านบน จากนั้นเดินทางซ้ายตามแนวเขา แล้วลงไปด้านหลังคือจุดที่เราจะทานอาหารกลางวันกัน ฉันยืนเงยหน้ามองยอดเขาสูงด้านหน้าเห็นคนเดินอยู่ลิบๆเป็นระยะๆ แล้วพยายามหาเป้าหมายที่ไกด์บอก แล้วแทบลมจับ แต่ก็หันไปถ่ายรูปเล่นทำใจซักพักก่อนจะค่อยๆตัดใจเดินขึ้นไปตามทางนั้น

หลังข้ามสะพานใกล้ๆ ก็เดินลัดไปตามป่าสนเขียว ระหว่างเส้นทางนี้ดอกไม้สีสวย ต้นไม้แบบป่าชุ่มชื้นไม่ค่อยมีให้เห็นอีกแล้ว มีแต่ป่าสน และต้นไม้พุ่มเตี้ยๆ มาแทนที่ ฉันค่อยๆก้าวเดิน เอาวิวรอบๆเป็นกำลังใจให้ตัวเอง ใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ก็เดินต๊อกๆ ขึ้นบันไดยืนอยู่บนสุดนั้นได้ วิวสวยจริงๆ เจ้าของ Tea house บอกว่าพวกเราโชคดีที่ขึ้นมาวันนี้ฟ้าเปิด ไม่มีฝน เพราะ 2-3 วันก่อนมีฝนหลายคนที่อุตสาห์ขึ้นมาต้องผิดหวังไปตามๆกัน แต่โชคของเราก็ไม่ได้ดีที่สุดเพราะยืนรอตั้งนาน Annapurna IV ก็ไม่ยอมเผยโฉมง่ายๆ บังอยู่หลังก้อนเมฆอยู่นั่นหละ

ความสวยงามของเส้นทางระหว่างเดินขึ้นมาด้านบน Ghyaru

มาถึงยอดบนนี้อยู่ลืมแวะชิมซาโมซ่า กับน้ำชาร้อนๆแกล้มวิว 360 องศา จะฟินไม่ลืมเลย ป้าเดินเร่ขายซาโมซ่าในหม้อให้กับนักท่องเที่ยวหลายคน ไม่มีคนสนใจ พอพวกเราซื้อเท่านั้นหละ ขายดีจนหมดหม้อเลย หลังจากนั่งพัก ได้พลังจากซาโมซ่า เราก็เดินกันต่อไปอีกทาง หลังจากนี้ทางเดินง่ายขึ้นเพราะเป็นทางลง เราแวะทานอาหารกลางวันที่ Ngawal

วิวสวยบน Ghyaru หลังจากเดินลัดเลาะทางชันขึ้นมา เป็นจุดชมวิวที่สวยมุมหนึ่งของเส้นทางนี้

ฝนเริ่มลงเม็ด เมื่อเราทานอาหารกลางวันเสร็จ ฉันเลยรีบเดินต่อเพื่อให้ถึง Manang เร็วๆ วันนี้เราเดินมากกว่าที่ผ่านมา ไกด์บอกว่าใช้เวลาอีกประมาณ 3 ชั่วโมง เส้นทางผ่านเขาที่แห้งแล้งขึ้น ระยะทางไกล และความคาดหมายในใจเพื่อให้ถึงปลายทางเร็วๆ ฉัันลุ้นทุกมุมเขาว่าจะได้เจอกับหมู่บ้านใหญ่ข้างหน้า เพราะ Manang เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแถบนี้ แต่ก็พบกับความผิดหวัง คาดเดาผิดบ้าง ฉันยังต้องผ่านอีก 2-3 เมืองกว่าจะได้พบกับป้าย Manang ใหญ่ตรงหน้าให้แน่ใจว่ามาถึง Manang แน่แล้ว ซึ่งไม่ใหญ่แบบที่คาด เพราะจินตนาการความใหญ่ไว้แบบ Namche

Manang เป็นเมืองใหญ่ในเส้นทางนี้ มาถึงตอนที่ฝนโปรยลงมาพอดี

ฉันมาถึง Manang พร้อมกับฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมา ฝนตกไม่นานนัก แต่ท้องฟ้าช่วงบ่ายและฝนที่เจอ ทำให้ฉันค่อนข้างกังวลใจกับวันต่อๆไปนิดหน่อย และหวังว่าท้องฟ้าจะเปิด อากาศสดใสสำหรับทริปนี้ของเราต่อไป เราพักที่ Yak hotel ซึ่งเป็นที่พักแรกๆของ Manang มีห้องน้ำให้อาบ แต่ผ้าห่มให้ห้องนอนกลิ่นแรงจนต้องถีบลงจากเตียง

[ระยะทาง 18.10 กม. ใช้เวลา 9.35 ชม. รวมเวลาพัก]

Day 06 – Acclimatization day at Manang

วันนี้เป็นวันพักเพื่อปรับระดับร่างกายให้มีความเคยชินกับการอยู่ในที่สูง แต่ไม่ใช่ว่าเป็นการนั่งอยู่เฉย นอนเล่นอะไรแบบนั้น แต่จะต้องออกไปเดินขึ้นภูเขา และถือโอกาสชมวิว นั่งดูวิวกันแบบนานๆโดยไม่ต้องเร่งรีบ วันนี้เราไม่ต้องตื่นแต่เช้ามาเก็บของยัดกระเป๋าเพื่อเดินต่อ จึงถือโอกาสตื่นสายกว่าปกตินิดหน่อย แล้วออกไปชมวิว Manang จากมุมสูง โดยใช้เส้นทางจุดชมวิว Chonger Viewpoint เดินผ่านทะเลสาบ Gangapurna แล้วเดินขึ้นไปแถบป่าสนใกล้ Glacier ด้านบน ซึ่งมีความสูงประมาณ 4000 เมตร

วันพัก เราออกไปสำรวจ เดินปรับสภาพร่างกายบริเวณเทือกเขารอบๆ Manang

วันนี้อากาศไม่สดใส เมฆมาก แต่ยังไม่มีฝน ทางเดินวันนี้ชันพอสมควร ฉันถือโอกาสได้ฝึกการเดินช้าๆ เพราะเราไม่ต้องเร่งรีบเพื่อให้ถืงปลายทางอย่างทุกวัน ฉันเดินช้าๆ พยายามไม่หยุด แต่เดินไปเรื่อยๆ ทางชันมากทำให้เดินลำบากพอควร ไปจนถึงประมาณ 3700 เมตร. มีร้านน้ำชาให้แวะพัก เดินเล่น และถ่ายรูปรอบๆ เราใช้เวลากันพอสมควรก่อนที่ไกด์จะมาตามแล้วบอกว่าอยากให้ไปให้ถึง 4000 เมตร เพื่อเป็นการทำให้ร่างกายคุ้นเคย ก่อนจะไปเจอความสูงที่มากขึ้นในอีก 2 วันข้างหน้า ซึ่งในที่สุดเราทุกคนก็ผ่านไปได้โดยไม่มีใครมีอาการอะไร นอกจากเหนื่อยนิดหน่อย พอช่วงบ่ายเราก็กลับมาที่ที่พัก เดินช้อปปิ้งซื้อของเพิ่มเติมซึ่ง Manang มีร้านค้าให้เลือกพอสมควร และราคาก็ไม่แพงมาก เสียดายแต่ว่าเราไม่สามารถหาร้านเบเกอรี่อร่อยๆให้ทานได้เลย

จุดชมวิว Chonger
Gangapurna Lake ทะเลสาบใกล้เมือง Manang

ตอนบ่ายฟ้าเริ่มครึ้มมากอีกครั้ง ตอนนี้ฉันต้องคอยลุ้นกับอากาศทุกวัน เพราะถ้าฝนตกหนักมากๆ จะเป็นปัญหาให้กับเราได้ในเส้นทางไป Tilicho Lake จะทำให้การเดินต้องเหนื่อย และเครียดมากขึ้นอีกด้วย

[ระยะทาง 4.82 กม. ใช้เวลา 4.07 ชม. รวมเวลาพัก]

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: