Lunar Travel WorldA Legend of Travel
Home » Blog » Asia » พระตำหนักคำหยาด และเรื่องราวของขุนหลวงหาวัด

พระตำหนักคำหยาด และเรื่องราวของขุนหลวงหาวัด

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

พระตำหนักคำหยาด อ่างทอง

พระตำหนักคำหยาด เป็นตำหนักร้างอยู่กลางทุ่งหญ้ากว้าง ที่รอบๆเป็นทุ่งนา พระตำหนักหลังไม่ใหญ่นี้ถูกสร้างเพื่อเป็นที่ประทับแรมของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเมื่อออกเสด็จเยือนเมืองอ่างทอง ต่อมาถูกใช้เป็นที่พระประทับช่วงเวลาสั้นๆ หลังจากที่เจ้าฟ้าอุทุมพรถูกปฏิเสธการคืนตำแหน่งกษัตริย์จากพระเจ้าเอกทัศน์ จึงได้มาบวชที่วัดโพธิ์ทองหยาด ใกล้ๆกับพระตำหนักนี้

พระตำหนักก่อด้วยอิฐ ยกพื้นสูง มีใต้ถุนและเจาะช่องใต้ถุน เป็นรูปประตูโค้งแหลมตามแบบที่นิยมมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฐานอาคารมีลักษณะตกท้องสำเภา สามารถเดินขึ้นไปชมด้านบนด้วยทางเดินบันไดที่ยังแข็งแรง มีมุขด้านหน้า แต่พบว่าเป็นเพียงกำแพงว่างเปล่า และไม่มีหลังคาแล้ว

เรื่องราวของพระตำหนักเกี่ยวข้องกับขุนหลวงหาวัด ซึ่งก็คือพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา แม้จะพำนักที่นี่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่เราก็รู้สึกอยากรู้เรื่องราวสักเล็กน้อยว่าทำไมจึงเลือกมาผนวช และพำนักในตำหนักหลังเล็ก จนถึงเรื่องราวว่าเพราะเหตุใดจึงสละราชสมบัติที่มีสิทธิ์ และหลังจากนั้นอีกไม่นานกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงให้กับพม่าไปในที่สุด ก็เลยไปค้นหาข้อมูลและเอามาเขียนไว้ควบคู่กับการนึกถึงช่วงเวลาที่ได้เดินเที่ยวชมพระตำหนักคำหยาด

ประวัติขุนหลวงหาวัด หรือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร

ขุนหลวงหาวัด ก็คือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร กษัตริย์องค์รองสุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าอุทุมพร เป็นพระโอรสพระองค์เล็กของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงกรมพระนามว่า กรมขุนพรพินิต ทรงมีพี่น้องร่วมมารดา 7 พระองค์ ซึ่งมีเจ้าฟ้าเอกทัศน์ หรือกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด

ปัญหาการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดเกิดขึ้นเมื่อเจ้าฟ้ากุ้ง ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์โตของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศถูกกล่าวหาว่าเป็นชุ้กับเจ้าฟ้านิ่มและเจ้าฟ้าสังวาลย์ ทั้งสององค์นี้เป็นใครก็ยังไม่ทราบนะคะ รู้จักชื่อไว้ก่อน แต่ก็เป็นสาเหตุให้เจ้าฟ้ากุ้งถูกโบยจนสวรรคต มีผลทำให้ตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะสืบราชบัลลังก์ต่อนั้นว่างลง

ในปี คศ. 1757 หรือ พศ. 2300 หลังการครองราชย์ของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนาน 25 ปี พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ทรงแต่งตั้งกรมขุนพรพินิต เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล โดยคำกราบทูลกรมหมื่นเทพพิพิธ เจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม และพระยาพระคลัง แม้กรมขุนพรพินิตจะปฏิเสธเพื่อถวายตำแหน่งแด่เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพี่ชาย แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ก็ตรัสว่า เกรงจะเกิดความเสียหายวิบัติ เน่ื่องจากกรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นผู้ขาดความเพียร และเห็นว่ากรมขุนพรพินิตนั้นมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่า

เมื่อกรมขุนพรพินิต หรือเจ้าฟ้าอุทุมพร ทรงดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ยังทรงประทับ ณ พระตำหนักสวนกระต่ายในพระราชวังหลวงดังเดิม ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศก็ให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์เสด็จไปออกผนวชที่วัดละมุด ปากจั่นเพื่อไม่ให้กีดกันการสถาปนา

ในปีต่อมาเมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศประชวรหนัก ก็ทรงเรียกกรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ และกรมหมื่นเสพภักดี ซึ่งเป็นโอรสที่เกิดจากพระสนมเข้าเฝ้าเพื่อให้ถวายสัตย์ว่าจะจงรักภักดียอมเป็นข้าทุลละอองธุลีพระบาทต่อกรมพระราชวังบวรฯ ซึ่งจะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ต่อจากพระองค์ แต่หลังจากพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสิ้นพระชนม์กรมหมื่นทั้งสามก็เตรียมกองกำลังจะก่อกบฎ ในการนี้ทำให้เห็นความเด็ดขาดของพระเจ้าอุทุมพรเมื่อทรงจับเจ้าสามกรมไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์จนสวรรคต จากนั้นเจ้าฟ้าอุทุมพรก็ทรงขึ้นครองราชย์ในปี ค.ศ. 1758 โดยปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท แต่เจ้าฟ้าเอกทัศน์ยังปรารถนาในราชสมบัติ จึงทรงลาผนวช และกลับมาที่กรุงศรีอยุธยา จากนั้นทรงขึ้นไปประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ซึ่งเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ไม่ยอมเสด็จไปที่อื่น ทำให้สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรไม่ทราบว่าจะทำประการใด จึงถวายราชสมบัติแก่พระเชษฐา แล้วไปผนวชที่วีัดอโยธยา จากนั้นไปจำพรรษาที่วัดประดู่ทรงธรรม นอกเกาะเมืองทางทิศตะวันออก

จากเหตุการณ์ทั้งหมดพระเจ้าอุทุมพรจึงทรงมีระยะเวลาครองราชย์เพียงสั้นๆแค่ 3 เดือนตามพระราชพงศาวดารกรุงสยาม และ คำให้การขุนหลวงหาวัด

หลังจากทรงผนวชแล้ว กรมหมื่นเทพพิพิธ และขุนนางผู้ใหญ่หลายคนไม่เห็นด้วยกับการครองราชย์ของพระเจ้าเอกทัศน์ จึงไปกราบทูลขอให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมารับราชสมบัติใหม่ โดยจะเป็นผู้ช่วยสนับสนุนก่อการ แต่เจ้าฟ้าอุทุมพรกลับไปแจ้งข่าวนี้กับเจ้าฟ้าเอกทัศน์ เพราะเกรงว่าหากผู้ก่อการทำสำเร็จจะจับทั้งพระองค์และพระเชษฐา คือพระเจ้าเอกทัศน์สำเร็จโทษ ดังนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธและเหล่าขุนนางจึงถูกจับลงโทษเสียก่อน ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรก็เสด็จกลับวัดประดู่ทรงธรรม

ปี ค.ศ. 1759 ทัพของเจ้าอลองพญายกทัพเข้ามาใกล้พระนครบรรดาขุนนาง ราษฎรพากันไปกราบทูลเชิญพระเจ้าอุทุมพรให้ลาผนวชเพื่อช่วยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ป้องกันกรุงศรีอยุธยาโดยสัญญาว่าหากรบชนะพม่าจะให้พระเจ้าอุทุมพรกลับมาเป็นกษัตริย์ ศึกกับพระเจ้าอลองพญา ทัพพม่าในคร้งนั้นก็สิ้นสุดลงเมื่อพม่าเลิกทัพกลับไปเองเนื่องจากพระเจ้าอลองพญาทรงประชวรและสวรรคตระหว่างทาง แต่เมื่อพระเจ้าเอกทัศน์ทรงเรียกพระเจ้าอุทุมพรเข้าเฝ้าในพระราชวัง ปรากฎว่าพระเจ้าเอกทัศน์ก็ทรงถอดพระแสงดาบพาดไปบนพระเพลา หรือตักของพระองค์ พระเจ้าอุทุมพรเห็นดังนั้นก็เข้าพระทัย ว่าพระเจ้าเอกทัศน์นั้นไม่ยินยอมมอบราชบัลลังก์คืนให้ จึงเสด็จ ไปออกผนวชอีกครั้งที่วัดโพธิ์ทองหยาด เมืองอ่างทองและประทับที่พระตำหนักคำหยาด ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศสร้างไว้สำหรับเป็นที่ประทับแรมเมื่อเสด็จประพาสเมืองอ่างทอง อันเป็นสถานที่ที่เราได้มาเที่ยว และทำความรู้จักกับพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด ซึ่งเป็นชื่อที่ราษฎรขนานนามพระองค์หลังจากมาผนวชที่วัดนี้

ศึกระหว่างพม่าและกรุงศรีอยุธยาเกิดขึ้นอีกใน 5 ปีต่อมา ค.ศ. 1764 พระเจ้ามังระ พระโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญาจัดการปัญหาภายในเรียบร้อยก็ส่งมังมหานรธา และเนเมียวสีหบดีเป็นแม่ทัพยกมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง มีการกำหนดเส้นทางการเข้าตีเมืองอย่างดี จนกองทัพพม่าสามารถยกทัพเข้าประชิดพระนคร สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ให้นิมนต์พระจากวัดต่างๆนอกพระนครรวมถึงเจ้าฟ้าอุทุมพรซึ่งยังทรงผนวชเข้ามาประทับที่วัดราชประดิษฐาน บรรดาขุนนางและราษฎรจึงชวนกันกราบทูลให้เจ้าฟ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยรบพม่าอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ท่านไม่ยอมลาผนวชแม้ราษฎรจะเขียนหนังสือใส่บาตรจนเต็มตอนออกบิณฑบาตรก็ไม่ยอม

ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็เสียกรุงในเดือนเมษายน ปี ค.ศ.1767 หรือปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ทรงสวรรคตระหว่างเสด็จพระราชดำเนินหนีออกจากพระนคร ส่วนเจ้าฟ้าอุทุมพรถูกพม่ากวาดต้อนไปพร้อมกับพระวงศานุวงศ์และเชลยชาวไทยอื่นๆไปยังเมืองอังวะ พระองค์ซึ่งยังทรงผนวชอยู่ก็ได้ไปประทับที่วัดเยตะพัน เมืองอังวะ เป็นเวลา 16 ปี ก่อนจะต้องย้ายตามพระเจ้าปดุง ซึ่งได้ย้ายราชธานีจากเมืองอังวะไปยังเมืองอมรปุระในปี ค.ศ. 1783 มาประทับยังวัดปองเล ซึ่งอยู่ในย่านตลาดระแหง เมืองอมรปุระ

เจ้าฟ้าอุทุมพรทรงผนวชและประทับอยู่ที่กรุงอมรปุระจนถึงปี ค.ศ.1796 จึงสวรรคตในสมณเพศ ได้รับการถวายพระเพลิงที่ลินซินกง หรือสุสานล้านช้าง ซึ่งเป็นบริเวณที่พระเจ้ามังระพระราชทานให้เชลยชาวยวน และชาวอยุธยาอยู่อาศัย

เป็นเวลานาน 19 ปี ที่พระองค์ท่านประทับอยู่ที่พม่าจนสิ้นพระชนม์ พระองค์ท่านและเจ้านายรวมถึงชาวไทยบางส่วนที่ถูกจับเป็นเชลยได้มีส่วนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยาในหลายด้านรวมถึงโบราณราชประเพณีต่างๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ตั้งแต่สมัยพระนเรศวรจนถึงพระเจ้าเอกทัศน์ เมื่อถูกพม่าสอบสวนระหว่างเป็นเชลย บันทึกทั้งหมดถูกพบที่หอหลวงในพระราชวังมัณฑะเลย์ ซึ่งต่อมากรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ให้ชาวพม่าแปลเป็นภาษาไทยให้ชื่อว่า “คำให้การชาวกรุงเก่า”

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.