• Menu
  • Menu

Impression in Guilin

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

กุ้ยหลิน..

ช่วงนี้วนเวียนอยู่แถวเมืองจีน เราเองก็งงอยู่เหมือนกันแต่ก็เป็นที่จังหวะเวลา เพื่อนร่วมทริปที่รวบรวมกันได้ไม่ยาก ที่สำคัญตั๋วฟรีทั้งหลายที่ได้จากการสะสมแต้ม
กุ้ยหลินคงเป็นทริปสุดท้ายของปีนี้ที่จะเที่ยวเมืองจีน

กุ้ยหลินเป็นเมืองแห่งธรรมชาติมี่ทิวทัศน์ที่งดงาม และมีทุ่งนาขั้นบันไดที่สวยงาม เที่ยวคราวนี้ธรรมชาติล้วนๆ
ในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นังรถ นั่งเรือ ขี่จักรยาน และพาหนะประจำตัวคือสองเท้าของราเป็นทริปที่สนุกและชวนให้นึกถึง………

กุ้ยหลินเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญในมณฑลกว่างสี (GuangXi) ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์บนดิน มีคำกล่าวว่า หากจิตรกรคนใดไม่เคยมากุ้ยหลินจะไม่สามารถวาดภาพทิวเขาได้สวยงามที่สุดได้เลย เรา 4 คน เดินทางมาเที่ยวกุ้ยหลินด้วยตั๋วฟรีจาก Ktc เสียค่าภาษี ค่าประกันต่างๆ อีกคนละ 4600 บาท ช่วงที่มาเที่ยวคราวนี้ขอวีซ่าจีนยุ่งยากนิดหน่อยเพราะต้องมีใบจองโรงแรมจากเมืองจีนพร้อมตั๋วแนบไปด้วย เราติดต่อจองห้องพักกับ Backstreet Youth Hostel แค่ email ไปจองได้ใบตอบรับกลับมา โดยไม่ต้องมัดจำ หรือแจ้งเลขที่บัตรเครดิต ก็นำไปยื่นขอวีซ่าที่สถานทูตได้เลย และเราก็พักคืนแรกกันที่นี่ด้วย เตียงละ 40 หยวน สำหรับห้องรวม 6 คน และ Tripple Room 160 หยวน 
เราเดินทางกันวันที่ 28/5-1/6 มาถึงกุ้ยหลินประมาณ 2 ทุ่มกว่าๆ ออกจากสนามบินประมาณ 3 ทุ่ม เรียกแท็กซี่มาที่พัก 80 หยวน ที่พักของพวกเราอยู่ใจกลางเมืองสะดวกมากๆ สำหรับการเดินเล่นซื้อของ ใกล้ๆ กันเป็นย่านขายของมีหลายรูปแบบทั้งเสือ้ผ้าแบรนด์เนม ร้านขายอาหาร เป็นแหล่งช้อปปิ้งของวัยรุ่นที่นั่น และเดินต่อไปเป็นถนนคนเดินมีกางเต้นท์สีแดงขายของกันตั้งแต่ตอนเย็นไปจนถึงเที่ยงคืน วันนี้ไม่ค่อยคึกคัก สงสัยจะเป็นวันธรรมดาแต่ก็พอมีนักท่องเที่ยวมาเดินเล่นอยู่บ้าง

         วันแรกมาถึงเราออกไปถ่ายรูปเจดีย์คู่กลางน้ำที่เป็นสีเงินสีทอง ที่นี่เค้าเรียกว่า เจดีย์สุริยันจันทรา (Sun and Moon Twin Pogadas) ทำจากทองแดงน้ำหนักรวมประมาณ 350 ตัน เจดีย์จันทราสูง 7ชั้น ส่วนสุริยัน สูง 9 ชั้นเป็นเจดีย์ไม่กี่แห่งที่มีลิฟท์อยู่ภายใน  ทั้งสองมีทางเชื่อมต่อถึง กันได้
บะหมี่กุ้ยหลิน ลักษณะบะหมี่เป็นเส้นกลมสีขาว ใส่ฟองเต้าหู้ หากจะใส่เนื้อ ใส่ไข่ก็เพิ่มเงินเป็นพิเศษ กินแบบแห้ง จะมีน้ำซุปไว้บริการ เห็นคนที่นั่นกินกันแบบพอกินบะหมี่เสร็จ ค่อยไปตักน้ำซุปใส่ถ้วยมาซดกันทีหลัง  กินเนื้อที่เมืองจีนโดยเฉพาะในแถบนี้ต้อง  ระวังคอยถามหน่อยว่าเป็นเนื้ออะไร ไม่งั้นอาจเจอเนื้อหมาเข้าให้ได้โดยไม่รู้ตัว ส่วนของพวกเราเช็คแล้วว่าไม่ใช่เนื้อหมาแน่นอน รอดตัวไป:) 
มาเที่ยวคราวนี้ราบรื่นมากเพราะมีเพื่อนสามารถพูดภาษาจีนได้ เราติดต่อกับแท็กซี่ที่มาส่งเราให้มารับเราไปเที่ยว Longsheng ตอนเช้าพรุ่งนี้ ทำให้ตัดปัญหาเรื่องการเดินทางไปได้เยอะ ซึ่งก็น่าจะสะดวกสำหรับหลายคนถึงแม้พูดภาษาจีนไม่เป็น เพียงแค่ชี้จุดที่เราจะไปแล้วตกลงราคากันก็ได้ และราคาไม่แพงมาก อย่างของพวกเราไป Longsheng เค้าคิดทั้งวัน 300 หยวน


Longsheng หรือหุบเขามังกร เป็นจุดหมายของพวกเราในวันนี้ ตื่นกันตอน 7 โมงกว่าๆ ไม่รีบร้อนเพราะนัดรถไว้ 9 โมง มีเรื่องน่าตื่นเต้นเล็กๆ ก่อนจะเผ่นออกจาก Hostel กัน เพราะส้วมแท้ๆ ทำเอาพวกเราขำกันกลิ้งก่อนออกเดินทาง 
เช้านี้แวะกินโจ๊กเปล่า เปล่า เปล่าจริงๆ มีแต่น้ำกับข้าวแท้ๆ ไม่มีอะไรเลย กินกับปาท่องโก๋ แล้วก็มีพริกคั่วกะถั่ววางอยู่กลางโต๊ะ พอกันหิวกันไปได้ ใช้เวลาเดินทางกว่า 2 ชั่วโมงก็ไปถึงเมือง Longsheng เสียค่าเข้าคนละ 50 หยวน ได้บัตรเข้าเป็นโปสการ์ด พวกเราเลยเอามาส่งถึงตัวเองกันซะเลย 
ทางขึ้นไปจุดชมวิวต้องเดินขึ้นไปไกลพอสมควร พวกเรามาถึงกันตอนเที่ยง ก็ท้องร้องกันซะก่อนเลยต้องหาอะไรกินแก้หิว พอรถจอดปุ๊บ ก็มีชาวบ้านที่คอยหานักท่องเที่ยวขึ้นไปร้านอาหาร หรือซื้อของ พวกเราเดินตามป้าคนนึงขึ้นไป เพราะแกบอกจะพาไปร้านอาหาร ใจง่ายกันมากเลย ตอนเดินขึ้นครั้งนี้รู้สึกเหนื่อยมากๆ สงสัยจะเพราะหิวกันด้วยแหละ ร้านอาหารนี้ทำเป็นที่พักด้วย น่าพักอยู่เหมือนกัน ตอนไปก็มีแต่พวกเรากลุ่มเดียว เค้าก็มารับออเดอร์ ตอนสั่งต้องถามราคาไปด้วยเพราะเห็นราคาตามเมนูก็แพงเอาการเหมือนกัน ตอนสั่งไปเหลือบไปเห็นเพิ่งตั้งหม้อข้าว ที่นี่เค้าทำแบบ made to order ทุกอย่างสดๆ รสชาติอร่อยเลยแหละ โดยเฉพาะพริกคั่วที่คั่วมาต่างหากถูกปากพวกเรามาก อาหารที่นี่ไม่มันมากเหมือนแถวตอนเหนืออย่างปักกิ่ง รสชาติใกล้เคียงกับของไทย ผักก็สดแน่นอน เพราะมีปุ๋ยดี 🙂

ระหว่างทางมีจุดถ่ายรูปเป็นระยะทั้งแบบเสียตังค์ ไม่เสียตังค์ ถ้าเสียตังค์ก็จะมีชุดให้แต่งคล้ายพวกชาวเขาบ้านเรา คนพื้นเมืองส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าจ้วง (Chuang) ผู้หญิงนิยมไว้ผมยาว ถึงขั้นมีการโชว์สระผม สางผมกันทีเดียว แต่เราไม่ได้ดู เห็นแต่พันไว้บนศรีษะแล้วเค้าก็เอาผ้าพันคลุมไว้ 
จุดชมวิวมี 2 จุด จุดแรกชื่อว่า Nine Dragons and Five Tigers จุดที่ 2ชื่อ Seven Stars with Moon เราเลือกเดินไปที่จุดที่ 2 ถ้าเดินเร็วๆ ไม่แวะชมโน่นนี่ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ใช้เวลาซักครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว แต่พวกเราแวะถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณชัวโมงนึง เพราะวิวนาข้าวขั้นบันไดสลับระหว่างน้ำกับสีเขียวของต้นข้าว แต่ละมุมสวยงามจับใจ ถ่ายรูปยังงัยก็ไม่สวยเท่าที่เห็นของจริง 
เราอยากอยู่จนรอได้แสงตอนเย็นๆ แต่เสี่ยวหลง (คนขับรถ) บอกว่ากลัวจะมืด เราเลยต้องรีบลงมาซะก่อน ที่ตอนแรกว่าจะเดินไปจุดชมวิวอีกจุดก็ไม่ได้ไป เพราะใช้เวลาที่จุดแรกนานไปหน่อย แถมลึกๆ ก็ขี้เกียจเดินซะแล้ว ขากลับลงมายังแวะซื้อของกันอีกก็ยิ่งเย็นมาก
ซื้อของตามร้านค้าที่เมืองจีนต้องใช้สูตรเดียวกันทั้งประเทศต้องต่อให้สุดๆ กว่าครึ่งหรือเป็นราคาที่เราพอใจ ขนาดหินแม่เหล็กบอกมาได้อันละ 4 หยวน ซื้อมาอันละ1 หยวน หมวกใบละ 25 หยวน เหลือ 12 หยวน แต่เราไปซื้อรูปมา 3 รูป กะว่าจะไม่ซื้อของ ยังหมดไปตั้ง 240 หยวน  แต่ก็โอเค ตอนนี้ติดในห้องทำงานแล้ว 🙂
พรุ่งนี้ไปล่องเรือที่แม่น้ำหลี่ ชมวิวแบบครึ้มฟ้าครึ้มฝนกันค่ะ


แม่น้ำหลี่ หรือลี่เจียง แม่น้ำสายนี้ยาวกว่า400 กม. แต่ช่วงที่สวยที่สุดเป็นช่วงตั้งแต่เมืองกุ้ยหลินไปถึงเมืองหยางซั่ว (Yangshuo) พวกเราจองตั๋วขึ้นเรือกันตั้งแต่เมื่อคืนราคาคนละ 245 หยวน รวมอาหารกลางวัน และไกด์จีน ถ้าจองแบบสำหรับคนต่างชาติไกด์ภาษาอังกฤษ ราคา480 หยวน กลุ่มพวกเราเลือกแบบถูกเพราะมีเพื่อนพอฟังภาษาจีนได้ แล้วก็เห็นว่าขึ้นเรือไม่น่าจะต้องฟังมากคงแค่ถ่ายรูป ๆ ไปมากกว่า ไม่ต้องสนใจไกด์มากนัก ซึ่งอยากแนะนำว่าถ้าไปกันเลือกแบบนี้จะดีกว่า เพราะไกด์จีนนั้นจะอยู่กับเราเพียงแค่ตอนมารับที่โรงแรม ส่งไปร้านขายของ (ขายหยก) และส่งที่ท่าเรือเท่านั้นเอง ส่วนบนเรือก็ไม่มีใครมาบรรยายอะไรมาก ส่วนใหญ่ขายของ และเรียกมากินข้าว ก็เท่านั้น
อย่างที่บอกจองตั๋วแบบนี้จะมีรถมารับถึงโรงแรมตอน 8 โมงกว่าๆ เมื่อคืนเราพักกันที่ Jin Gui Hotel ตามที่เสี่ยวหลงแนะนำห้องละ 88 หยวนต่อคืน ที่พักประมาณ 3 ดาว แต่เราว่ามันไกลจากแหล่งเดินเที่ยวอย่างเมื่อคืนแรกไปหน่อย  พวกเราฝากของบางส่วนไว้ที่โรงแรม เพราะคืนนี้จะไปพักกันที่ Yangshuo 
ตั้งแต่เริ่มขึ้นรถที่โรงแรมตอน 8โมงครึ่ง

ไกด์จีนของเราพูดเก่งมากไม่หยุดจนถึงร้านขายหยกตอน 9โมงครึ่ง รถจอดให้ซื้อของ เพิ่งรู้ว่าคนจีนก็ต้องเจอแบบทัวร์ไทยเหมือนกันแฮะ ประมาณ10 โมงครึ่งเราขึ้นเรือที่ท่าเรือมีเรือทัวร์มาจอดรอเต็มหลายลำเป็นเรือ 2 ชั้น ชั้นล่างจัดเป็นแบบโต๊ะอาหารชุดละ 8 คน หมายความว่าเราต้องนั่งรวมกับคนอื่นด้วยนะคะ แล้วตั๋วที่ได้มาระบุที่นั่ง ทีแรกนั่งแยกกันแต่ขอเปลี่ยนกับคนอื่นเพื่อได้นั่งด้วยกัน ดังนั้นตอนซื้อตั๋วควรระบุตั้งแต่แรกเพื่อให้นั่งด้วยกันตั้งแต่ตอนซื้อเลยจะดีกว่า ส่วนด้านบนสามารถขึ้นไปเดินเล่นถ่ายรูปได้ 
วันนี้ท้องฟ้าไม่สดใส มีฝนตกพรำๆ ตั้งแต่เช้า วิวระหว่างทางสวยสมคำเล่าลือเราจะได้เห็นทั้งเรือทัวร์ เรือไม้ไผ่ และชีวิตชาวประมงที่ออกมาจับปลาในแม่น้ำ แนวหลังเป็นเทือกเขาหินปูนสลับซับซ้อน แต่ละจุดมีชือเรียกตามแต่จินตนาการของชาวจีน อย่างเขา 9 ม้า เขาเจ้าแม่กวนอิม ดูออกมั่งไม่ออกมั่ง ก็ว่ากันไป แต่แค่ธรรมชาติ 2 ข้างทางก็สวยงามจับใจ เวลาผ่านโค้งน้ำแต่ละโค้ง ยิ่งดูน่าตื่นตาตื่นใจกับภาพที่จะเห็นอยู่ตรงหน้าเรื่อยๆ สามารถดูได้ไม่เบื่อกับเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ บนเรือ หลังจากผ่านมาซักครึ่งทาง อาหารก็พร้อมเสิร์ฟ
บางโต๊ะมีสั่งอาหารเพิ่มเติม แต่พวกเราไม่ได้สั่ง อาหารกลางวันเป็นแบบข้าวราดแกง

ใส่ในถาดหลุม มีหมูผัด ผัดผัก และไข่พร้อมข้าว ข้าวขอเพิ่มได้เรื่อยๆ 
ระยะทางประมาณ 83 กม.ใช้เวลา 3 ชั่วโมงกว่า วันนี้เรือแล่นเร็วเพราะวิ่งตามน้ำเรามาถึง Yangshuo ก็มีสาวๆที่คอยจัดหาโรงแรมนางหนึ่งเข้ามาถามและเดินตามเราตลอดตั้งแต่ท่าเรือจนถึงถนนซีเจีย (Xi jie) พวกเราเรียกเค้าว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่เมืองจีนส่งมาดูแลพวกเรา ให้ขำๆ เล่นจะได้ไม่รำคาญ แล้วเค้าก็หาที่พักราคาถูกให้พวกเราได้จริงๆ ให้ขึ้นไปดูห้องก่อนค่อยตัดสินใจ ไม่เอาก็ไม่เป็นไร เราได้ที่พักที่นี่คืนละ 80 หยวน ดีกว่าที่พักที่แนะนำใน lonely planet เยอะทั้งสภาพห้อง ทำเล และห้องน้ำ ติดใจในบริการของเจ๊แก พรุ่งนี้เจ๊เลยเสนอตัวพาขี่จักรยานเที่ยว Yangshuo คิดทั้งวัน 20 หยวน 
วันนี้ฝนยังตกพรำๆ ตลอดตอนเย็นค่อยซา พวกเราได้ออกมาเดินเที่ยว  Xi Jie เป็นถนนของนักท่องเที่ยวโดยแท้ ทั้งร้านขายของ ต่อรองได้ ราคาดี ของเยอะกว่าที่กุ้ยหลิน ร้านอาหารทั้งยุโรป พื้นเมือง แถมด้วยร้านกาแฟ ให้นั่งชิลด์ ชิลด์ เสียแต่ยุงเยอะไปหน่อย ที่นี่จิตรกรคงเยอะจริงๆ เพราะมีร้านวาดรูปเยอะมาก เรายังให้เค้าวาดมาเลยตัวละ 60 หยวน แต่เราว่าวาดเราไม่ค่อยเหมือน ดันไปเหมือนแม่เราซะได้ 😕


สวีเจี่ย มารอรับพวกเราที่หน้าโรงแรมตอนแปดโมงเช้า เพื่อจะพาพวกเราขี่จักรยานเที่ยวเมือง Yangshuo เธอพาพวกเราไปเช่ารถจักรยานที่เธอคุยว่าถ้าเธอเป็นคนพาไปไม่ต้องมีมัดจำ ค่าเช่าคันละ 5 หยวน แต่ก่อนไปพวกเราขอแวะทานอาหารเช้ากันก่อน มื้อแรกแบบอินเตอร์ บนร้าน Twin Peaks Cafe ร้านตกแต่งแบบจีน เราขึ้นไปกินกันบนชั้น 2 เพื่อชมวิวยามเช้าของถนน Xi Jie บรรยากาศดี ไม่พลุกพล่านเหมือนเมื่อคืน ระยะทางบนถนนสั้นๆ แต่เราใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงรวมทั้งกินอาหารเช้า กว่าจะเดินไปถึงร้านเช่าจักรยานเพราะมัวแต่ถ่ายรูป ซื้อของกันนิดหน่อยได้ผ้าโพกผมเท่ห์เอาไว้ใส่ขี่จักรยาน..พวกเราเลือกเช่าจักรยานแบบมีตระกร้าเพื่อเก็บของท้ายรถด้วย คันละ 5 หยวนตามที่สวีเจี่ยคุยไว้ แม้จะดูไม่สปอร์ต แต่ก็ถูกและสะดวกดี จากนั้นเธอพาเราข้ามถนนแล้วขี่จักรยานลัดเลาะไปตามถนนใหญ่ซักพักก็ถึงบริเวณทุ่งนา เต็มไปด้วยทิวเขาหินปูน จุดแรกที่แวะกันเป็นถ้ำผีเสื้อ แต่ไม่ได้เข้าไปจากนั้นก็ขี่ไปเรื่อยๆ ผ่านแม่น้ำ Yulong (Yulong He) ผ่าน Big Banyantree จนถึง Moon Hill แวะถ่ายรูปเป็นระยะๆ ไปเรื่อย ไม่ได้เข้าไปในแต่ละจุดเพราะค่าเข้าแพงมาก เสียดายตังค์ จนเที่ยงที่ Moon Hill พวกเราก็แวะทานอาหารกลางวันกันแถวๆ นั้นขากลับเราขี่กลับมาทางเดิมผ่าน Yulong He แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเส้นเล็ก ทิวทัศน์ในถนนเส้นนี้บรรยากาศดีมากๆ ช่วงแรกเหมือนอยู่ในหุบเขาเย็นๆ จากนั้นจะเข้าผ่านทุ่งนา บ้านชาวนา ชาวบ้าน ได้เห็นบรรยากาศชีวิตความเป็นอยู่เรียบง่าย มีที่พักบางจุดไม่หนาแน่นเกินไป บางจุดมีบริการล่องเรือในแม่น้ำด้วย ถ้าเปลี่ยนใจขี่จักรยานมาแล้วอยากล่องเรือ เห็นเค้ามีบริการเอาจักรยานไปส่งให้ด้วย

พอเห็นจักรยานจอดอยู่ริมกำแพง ก็เลยแวะไปถ่ายรูปคุณลุง คุณป้าเจ้าของบ้านใจดีเรียกพวกเราเข้าไปในบ้าน ต้อนรับพวกเราอย่างดี อธิบายเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านแถบนี้ และเรื่องราวบรรพบุรุษของครอบครัวคุณลุง พาเราไปชมทุกซอกทุกมุมภายในบ้าน แถมยังร้องเพลงโชว์เกี่ยวกับการทำนา คุณลุงแข็งแรงสุดๆ ยกหินหนัก 40 กก.ด้วยมือเดียวขึ้นโชว์ เราลองยกอยู่เหมือนกัน หนักมาก ยกไม่ไหว ลัดเลาะไปเรื่อยๆ จะมาออกใกล้ถนน Xi Jie เป็นวงกลมรอบพอดี กลับมาคืนจักรยานประมาณ 4 โมงพวกเราร่ำลาสวีเจียพร้อมกับทิปเธอไปอีก 5 หยวน นับว่าถูกมากกับราคาไกด์ ตามปกติเธอจะทำไร่ทำนาปลูกผักอยู่บ้าน แต่พอช่วงว่างก็จะออกมาคอยหานักท่องเที่ยวเสนอจัดหาโรงแรม พาทัวร์ พาไปร้านอาหาร ซึ่งเค้าคงจะได้เปอเซ็นต์เล็กๆ น้อยๆ มาเที่ยวคราวนี้เรามีมุมมองที่เปลี่ยนไปกับพวกนี้เยอะ เพราะถ้าลองถาม ลองคุยจริงๆ เราจะได้ราคาที่ถูก และสามารถเลือกได้ ที่สำคัญได้ช่วยคนท้องถิ่นจริงๆ นึกซะว่าเค้าเป็นคนที่รัฐบาลจีนส่งมาดูแลเราก็แล้วกัน ก็ถือว่าสวีเจี่ยทำหน้าที่ได้ดีพวกเรานั่งรถบัสจากหยางซั่ว กลับมากุ้ยหลินตอน 6 โมงเย็น รถบัสมีตลอดเวลาออกเกือบทุก 10 นาที ใช้เวลาเดินทางประมาณ ชั่วโมงกว่า ก็ถึงกุ้ยหลิน พอมาถึงก็พบเสี่ยวหลงมารอรับพวกเรา คืนนี้พวกเรากลับไปพักที่ Backstreet Youth Hostel เหมือนคืนแรก เพราะสะดวกกว่าอยู่ย่านใจกลางเมือง คืนนี้เป็นวันเสาร์คึกคักมากกว่าคืนแรกที่เรามาถึง เราฝากท้องกันที่ร้าน KFC หรือภาษาจีนเรียกว่าเขิ่นเต๋อจี เพราะอยากลองแฮมกุ้งตามที่เห็นในโฆษณาทางโทรทัศน์ เวลาไปต่างเมืองเราชอบลอง KFC หรือ Mc Donald เพราะเมนูและรสชาติแต่ละประเทศจะไม่เหมือนกัน


วันสุดท้ายของการเดินทางพวกเราเที่ยวอยู่ในเมืองกุ้ยหลิน โดยมีเสี่ยวหลงมาคอยบริการเรา แนะนำสถานที่หลายแห่ง พวกเราเอาแต่ส่ายหน้า ที่ที่อยากไปก็ไม่ได้เพราะอยู่ไกลกลัวจะกลับมาไม่ทัน สาเหตุเพราะเมื่อวานที่หยางซั่วเราใช้เวลานานไปหน่อย ตามจริงแพลนไว้ว่าน่าจะกลับมาเที่ยวในกุ้ยหลินได้ซัก 3-4 ชั่วโมง แล้ววันนี้จะได้ออกนอกเมืองแต่เช้า พวกเรามัวแต่เถลไถลขี่จักรยานกันทั้งวัน วันนี้แผนที่วางไว้ก็เลยรวนไป
เราไปเที่ยววังอ๋อง Chengyun Palace กันตอนเช้า เป็นวังของอ๋องคนหนึ่งแห่งเมืองกุ้ยหลิน เมื่อซื้อตั๋วจะมีไกด์จีนคอยพาเราไปดูภายใน แต่ฟังกันรู้เรื่องมั่ง ไม่รู้เรื่องมั่ง เค้าจัดการชมสถานที่ได้น่าสนใจโดยใช้คนแสดงจริงๆ เป็นจุดๆ ที่นี่เป็นสถานที่ใช้จัดสอบจอหงวนประจำมณฑล ก็มีการจัดสอบให้ผู้เข้าชมได้ลองทดสอบ และประกาศผลว่าใครได้เป็นจอหงวนด้วย สร้างความสนุกสนานให้กับผู้เข้าชมมาก เค้ามีวิธีกลเม็ดในการให้ชมเสร็จจากนั้นก็เข้าร้านขายของที่มีเป็นระยะๆ ภายในมีการจัดสวน ตกแต่งถ้ำ และขึ้นไปบนเขาซึ่งสามารถมองเห็นกุ้ยหลินได้ทั้งเมืองจากที่นี่
วันนี้ทะเลสาบมีการจัดงานแข่งเรือ หรือซ้อมกันไม่แน่ใจ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่พวกเรานั่งเรือเพื่อชมทิวทัศน์ เขาต่างๆเช่นเขางวงช้าง เขาอูฐ ฯลฯ จำไม่ได้ว่าชื่ออะไรบ้าง

ค่าเรือที่เรานั่งแพงมากคนละ 50หยวน ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง กรณีนี้คงไม่สามารถแนะนำใครได้ แต่การนั่งเรือควรนั่งช่วงเย็นๆ พวกเรานั่งตอนเกือบเที่ยง อากาศร้อนมาก ที่สำคัญถ้าเช็คดีๆ ราคานี้น่าจะแพงเกินไป หรือไม่อย่างนั้นลองนั่งเรือไม้ไผ่ คงจะได้บรรยากาศดีกว่าเรือเร็วที่พวกเรานั่งกัน
ตอนบ่ายออกไปเที่ยวเมืองโบราณ อยู่นอกเมืองมานิดหน่อย ขับรถประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นถนนเส้นเล็กๆ มีร้านขายของประเภทของเก่า เช่นหนังสือการ์ตูนเก่าๆ เหมือนการ์ตูนเล่มละบาทบ้านเรา ของที่ระลึกหลายๆแบบ
ก่อนจะกลับพวกเรามีเวลาอีกนิดหน่อยก็เลยมาเดินเล่นในเมือง วันอาทิตย์เป็นอีกวันที่คึกคักเป็นพิเศษ ได้ไปเข้าห้องน้ำที่โรงแรม waterfall พอดีอ่านในพันทิปเค้าว่าสะอาดมาก ก็สะอาดจริงๆ นับเป็นที่เที่ยวของพวกเราอีกที่แล้วกัน
ไปกุ้ยหลินคราวนี้เราได้ความประทับใจหลายอย่างบ้านเมือง ผู้คน อัธยาศัยดี ไม่ค่อยรุกเร้านักท่องเที่ยว ทั้งการพูดจา บริการดีมาก อาหารแถบนี้รสชาติถูกปากไมมันเกินไป มีพริกแห้งผัดให้รสชาติจัดจ้านถูกใจพวกเรา เต้าหู้ที่นี่อร่อยมากแนะนำว่าลองกินผัดเต้าหู้อร่อยดี ส่วนบะหมี่กุ้ยหลินเราว่ารสชาติงั้นๆ แต่ไปแล้วก็น่าจะลองนะจะได้รู้ว่าเป็นยังงัย ร้านอาหารที่นี่ทุกแห่งจะมีตู้อบจานชาม เห็นทุกแห่งแม้แต่ร้านเล็กๆริมถนน เวลาเสิร์ฟอาหารจะหุ้มจานชามถ้วยมา

อย่างดีสะอาดสะอ้านมาก เป็นเพราะรัฐบาลกำหนดให้มี บางร้านที่เราไปกินกันมีการคิดเงินด้วยบอกว่าต้องลงทุนพวกเครื่องอบเพิ่มเติม เรื่องทิวทัศน์ที่เป็นจุดขายก็สวยงาม แต่ค่าเข้าชมแพงมาก อย่างน้อยก็คนละ 50 หยวนเกือบทุกที่ ถ้าเข้าทุกแห่งคงจน เสี่ยวหลงยังบ่นว่าแนะนำที่ไหนพวกเราก็ไม่เอา จนเค้าไม่รู้จะแนะนำอะไรเหมือนกัน สิ่งที่ขาดไปของที่นี่ที่เราไม่ได้เข้าคือถ้ำต่างๆ ไม่ได้เข้าไปซักที่เดียว ได้แต่ดูอยู่ข้างนอก เพราะเวลาวันสุดท้ายนี้น้อยไปเที่ยวไม่ทัน แต่คิดดูก็ไม่ค่อยเสียดาย เพราะภายในถ้ำจะเป็นการตกแต่งแสงสีเกินไป ไม่ใช่ธรรมชาติซะแล้ว การได้ขี่จักรยานที่หยางซั่ว และเดินขึ้นเขาที่หลงเชิ่ง สร้างความประทับใจกับธรรมชาติของกุ้ยหลินให้พวกเราได้เต็มอิ่ม ที่เสียดายไม่ได้ดูก็คือการแสดงที่หยางซั่ว Sanjie Liu ตอนจ่ายเงินจองตั้ง 180 หยวนก็เสียดายเงิน แต่พอจะไปดูปรากฎว่าน้ำขึ้นเยอะเลยไม่ได้ดู ยิ่งเสียดายกว่า ถึงงั้นก็แอบดีใจได้เงินคืน แต่หวังว่าคงจะมีโอกาสได้ดูการแสดงนี้ซักครั้ง อุตสาห์ไปซื้อ DVD กลับมาดั๊นกลายเป็นเบื้องหลังการทำงานไปซะ สงสัยต้องหาโอกาสไปดูของจริงอีกซักครั้ง….


จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: