• Menu
  • Menu

Harar อดีตเมืองเก่าที่รุ่งเรืองทางตะวันออก

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

ใน list เมืองที่อยากมาเที่ยวประเทศนี้ เมืองฮาร่า (Harar) ไม่รู้จักเลยค่ะ แต่คณะทัวร์เค้าบรรยายไว้ว่า การเดินทางตามรอยเส้นทางประวัติศาสตร์ของเอธิโอเปียจะไม่สมบูรณ์หากปราศจากการมาเยือนเมืองโบราณฮาร่า (Harar) ก็ตามนั้นค่ะ ไปเที่ยวเมืองฮาร่ากันเลย

+ Harar

ออกจากเมืองหลวงแอดดิส อบาบา (Addis Ababa) –  เมืองชื่อเพราะอีกเมืองของฉัน ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเอธิโอเปีย เราออกเดินทางมาสู่เมืองดิเร ดาวา (Dire Dawa) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของเอธิโอเปีย  เพื่อตั้งต้นไปยังเมืองฮารา (Harar) ห่างออกไปประมาณ 55 กม. เมืองตั้งอยู่บนยอดเขาที่ระดับความสูง 1885 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทำให้วันที่เราไปเยือนนับได้ว่าเมืองนี้ร้อนที่สุด เพราะอยู่ต่ำกว่าทุกๆเมือง แต่อากาศก็ยังสบายๆมีลมเย็นๆ อุณหภูมิประมาณ 28-31 องศา สำหรับคนไทยที่ชาชินกับอากาศร้อนอย่างเราแล้วสบายมาก
ฮาร่าเคยเป็นศูนย์กลางในการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างเอธิโอเปียและประเทศเพื่อนบ้านในแหลมแอฟริกา และคาบสมุทรอาหรับ แม้กระทั่งอินเดีย ดังนั้นเมืองนี้ในอดีตจึงเต็มไปด้วยพ่อค้า ขุนนาง และศิลปินมากมายที่เดินสวนกันไปมาภายในกำแพงเมืองฮาร่า

คนขับรถพาเราออกจากโรงแรมแล่นไปตามทางถนนสายหลัก ระหว่างเมืองดิเร ดาวา- ฮาร่า ซึ่งสภาพถนนอยู่ในสภาพที่ดีมากๆ ไกด์ชี้ให้ดูโรงงานใหญ่ที่อยู่นอกเมืองดิเร ดาวา ไม่ไกลนัก ด้วยความภูมิใจ ซึ่งเป็นโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ น่าจะเปิดดำเนินการไม่นาน และคงเป็นการลงทุนที่สร้างงานให้กับประชาชนในแถบนี้ไม่น้อย ฉันนั่งมองสองข้างทางด้วยความตื่นเต้น โดยปกติฉันเป็นคนชอบนั่งรถมองภาพสองข้างทางเวลาไปเที่ยวเมืองต่างๆไม่น้อยเลย เพราะทำให้เราได้เห็นวิถีชีิวิตบางส่วนของคนท้องถิ่น และสภาพภูมิประเทศที่ผ่านตา ทำให้เราได้เรียนรู้และรู้จักพวกเค้าในอีกด้านหนึ่งเช่นกับที่ฉันมักจะถือว่าเรื่องราวสิ่งที่เห็นระหว่างทางในบางครั้งอาจมีสิ่งที่สร้างความประทับใจให้มากกว่าปลายทางด้วยซ้ำ
ฉันนั่งมองสองข้างทางไปเรื่อยๆ ก่อนจะเริ่มรู้สึกว่าทำไมรถเรามันแล่นช้าจัง จึงหันไปถามไกด์ว่าทำไมขับช้านัก แต่ได้ยินเสียงไกด์ตะโกนตอบกลับมาว่า
“เค้าจำกัดความเร็วค่ะ พี่”
ฉันหันไปมองเกย์ความเร็วของรถ -40 กม./ชม.- จำกัดมากไปมั้ง ฉันได้แต่นึก แต่ก็ไม่ติดใจอะไร พร้อมกับมองไปข้างๆ รถคันที่ตามมาเค้าก็แซงไปหมดแล้วนี่นา ^^
นึกขำๆ แล้วก็ดูสองข้างทางต่อไป  เพราะดูเหมือนคนบนรถก็ไม่มีใครเดือดร้อนอะไร
ไกด์ก็คงจะรู้โปรแกรมของวัน และทำเวลาได้ตามกำหนดการของเรา

ถึงรถเราจะแล่นช้าๆ แต่เมื่อผ่านบริเวณที่น่าสนใจ อย่างไร่ข้าวฟ่าง ไกด์ก็ยังชวนเราลงไปถ่ายรูป สัมผัสกลิ่นอายชนบทของเอธิโอเปีย ก่อนถึงเมืองฮาร่า รถของเราผ่านตลาดค้า khat สินค้าต้องห้ามที่ห้ามไม่ได้ของเอธิโอเปีย  บรรยากาศคึกคัก ทีเดียว ไกด์เห็นพวกเราดูสนใจ จึงชวนพวกเราลงไปสำรวจตลาดแบบใกล้ชิดกันเลย ในตลาดเล็กๆ ริมทางสายหลักแต่ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อซื้อขาย Khat พืชพื้นเมืองที่ทำรายได้ไม่น้อย ให้กับชาวไร่

Khat เป็นต้นไม้ที่ใช้ใบมาเคี้ยว คล้ายๆกับกระท่อม ทำให้มีกำลังวังชา แต่ก็ทำให้เคล้ิมเมาได้ Khat แพร่หลายมากโดยเฉพาะในหมู่ชาวมุสลิม แพร่กระจายไปทั่วในดินแดนคาบสมุทรแอฟริกาและอาหรับ ว่าไปก็คือยาเสพติดชนิดหนึ่งนั่นแหละ เราเดินเบียดเสียด ไหลไปตามคลื่นฝูงชนที่มารวมตัวกันในตลาดซื้อขาย เพื่อให้ได้ khat ที่สดใหม่จากไร่ ตามปกติ แต่วันนี้ตลาดคงฮือฮากันเป็นพิเศษกับผู้มาเยือนต่างถิ่น หน้าตาแปลกๆ ที่แวะมากันวันนี้


ฉันสังเกตุว่ารถวิ่งเร็วขึ้นหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ใช่ 40กม./ชม.อย่างตอนเช้า และในที่สุดก็พาเรามาถึงเมืองฮาร่าก่อนเที่ยงตามกำหนดการ ฉันคงจะกังวลเกินไป เพราะบรรดาไกด์และคนขับรถคงรู้จักทาง และรู้เวลาเป็นอย่างดีอย่างที่คาด
สำหรับเมืองฮาร่า (Harar) มีประวัติความเป็นมารุ่งเรืองอย่างมากช่วงศตวรรษที่ 17-18 ฮาร่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ศาสนาอิสลามได้เข้ามาเผยแพร่ และแผ่ขยายอำนาจในเขตแหลมแอฟริกา ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวโอโรโม่ (Oromo) ซึ่งอพยพมาจากทางตอนเหนือของเคนยา ซึ่งเป็นชาวมุสลิม และทำมาค้าขายกันในหมู่ชาวมุสลิมด้วยกัน จนกระทั่งปี 1854 ริชาร์ด เบอร์ตัน นักเดินทางชาวอังกฤษ ได้เข้ามาค้าขายโดยปลอมเป็นพ่อค้าชาวอาหรับ ต่อมาความเจริญมั่งคั่งในการค้าได้ดึงดูดชาวต่างชาติมากมายเข้ามาค้าขาย และตั้งรกรากในเมืองฮาร่านี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวฮาร่าอยู่ในความปกครองของอียิปต์ โดยดูแลผ่านการปกครองของ Emir ที่ได้รับการแต่งตั้ง จนกระทั่งในปี 1887 เมืองฮาร่าก็ได้เป็นส่วนหนึ่งของเอธิโอเปีย เมื่อกษัตริย์เมเนลิคได้ขยายอำนาจเข้ามาและรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศเอธิโอเปีย แต่ภายในป้อมปราการเมืองฮาร่า ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของชนเผ่า ทั้งภาษาและวัฒนธรรม แม้ว่าส่วนหนึ่งของชาวโอโรโม่ ได้เปลี่ยนไปนับถือศาสนคริสต์และศาสนาอื่นๆกันบ้างแล้วก็ตาม ภายในเมืองนี้ยังแสดงให้เห็นความเป็นอยู่ร่วมกันอย่างสามัคคีของ 2 ศาสนาได้เป็นอย่างดี ซึ่งมีทั้งมัสยิด และโบสถ์คริสต์ อยู่ร่วมกันภายในกำแพงเมือง
กำแพงเมืองที่ล้อมรอบ Hara  เพื่อเป็นป้อมปราการที่ล้อมรอบเมือง สร้างประมาณศตวรรษที่ 16 โดย Nur ibn Mujahid กำแพงมีความสูง 4 เมตร ประกอบด้วยประตูเมือง 5 ประตู  ยังคงแข็งแรง และเป็นสัญญลักษณ์สำคัญของท้องถิ่น เรียกกันว่า Jug0l บ้านเรือนภายในเมืองมีการตกแต่งตามวิถีชีวิตของชาวแอฟริกันอิสลาม ลักษณะการวางผังเมืองเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ คดเคี้ยวไปคล้ายๆกับเมืองเฟซ ในโมรอคโค อัดแน่นไปด้วยบ้านเก่า มัสยิดเล็กๆ 82 แห่ง อาราม สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ 102 แห่ง  หลุมฝังศพ และบ้านแบบฮารารี
ฉันใช้เวลาเดินเที่ยวชมภายในกำแพงเมืองเก่าประมาณ 2 ชั่วโมง โดยแวะเข้าชมบ้านเก่าของ Authur Rimbaud ศิลปินชาวฝรั่งเศสที่มาใช้ชีวิตเขียนโคลงกลอน และทำการค้ากาแฟ จนเสียชีวิตในวัย 37 ที่นี่ ภายในบ้านจัดแสดงรูปภาพชีวิตที่เปลี่ยนแปลงในเมืองฮาร่า และมีรูปภาพของศิลปินท่านนี้อยู่ด้วยแต่ไม่รู้เป็นไง ไม่ได้ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพ ทั้งที่ตอนนั้นแอบคิดในใจว่า หน้าตาดีมากนะเนี่ย นอกจากบ้านเก่านี้ ฉันได้แวะเข้าไปชมบ้านเก่าอีก 2 หลัง บางแห่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ และบ้านพักรับรองนักท่องเที่ยว เพื่อแสดงบรรยากาศของบ้านสไตล์ฮารารี   วิถีชีวิตภายในกำแพงเมืองที่เราเดินผ่าน และสวนทางกับชาวเมืองท้องถิ่นยังมีชีวิตชีวาแม้จะไม่น่าคึกคักเหมือนยุคเก่า แต่ยังคงพบเห็นผู้หญิงฮารารีในชุดที่มีผ้าคลุมสีสันสดใส และชายหนุ่มที่ยังคงวิถีชีวิตแบบเดิมๆไม่เปลี่ยนแปลง ท่ามกลางกลิ่นกาแฟหอมตามตรอกซอยในเมือง ว่ากันว่าอุตสาหกรรมการทำกาแฟเริ่มต้นกันที่เมืองนี้ นอกจากกาแฟแล้วเมืองนี้ยังเป็นแหล่งกำเนิด Khat ตามหลักฐานอ้างอิงของริชาร์ด เบอร์ตัน พ่อค้านักเดินทางชาวอังกฤษ

ฮาร่า ถูกลดบทบาทและความสำคัญลงไปเมื่อทางการมีโครงการสร้างทางรถไฟเพื่อออกสู่ทะเลที่เมืองท่าดจิบูติ ประมาณปี 1890 แต่เดิมโครงการนี้ได้วางแผนไว้ว่าจะผ่านเส้นทางมาที่ฮาร่า แต่ด้วยความสูงของเมืองทำให้งบประมาณบานปลาย จึงได้เปลี่ยนเส้นทางรถไฟไปยังเมืองใหม่ซึ่งกษัตริย์เมเนลิคเรียกว่า Addis Harar หรือ Dire Dawa ในเวลาต่อมา ความเจริญจึงได้เปลี่ยนเส่้นทางมายังเมืองแห่งใหม่ ซึ่งปัจจุบันเป็นเมืองที่มีประชากรมากเป็นที่ 2 ของเอธิโอเปีย

+ Lega Oda Pre-historic Cave

ในที่่สุดคนขับรถก็เกือบจะสร้างปัญหาให้กับเราจนได้ เมื่อตามโปรแกรมวันนี้เราจะได้แวะไปชมถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์เลกา โอดา Lega Oda Pre-historic Cave ซึ่งอยู่ระหว่างทางกลับจากฮาร่ามาดิเร ดาว่า แต่รถจะต้องเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายเล็กๆในหมู่บ้าน ระยะทางจากปากทางประมาณ 30-40 กม. แต่ถนนหนทางนั้นขรุขระ ไม่วิ่งสบายเหมือนอย่างเส้นทางหลักที่เราผ่านกันมา เป็นถนนที่ไม่ลาดยาง และมีฝุ่นแดงตามทางที่รถวิ่งผ่าน ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อรถวิ่งไปได้ซักประมาณ 10 กม.กว่า และคนขับหยุดรถก่อนหันมาบอกไกด์ว่าไปไม่ได้แล้ว ทางไม่ดี เดี๋ยวรถเค้าพัง ทำเอาพวกเราในรถงง งันกัน จนต้องโวยวายกันยกใหญ่ เพราะโปรแกรมการเดินทางได้ถูกวางแผน และติดต่อล่วงหน้ามาแล้วว่าจะไปไหนบ้าง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ไกด์ท้องถิ่นจะต้องประสานงานและรับทราบว่าเส้นทางที่รถจะต้องวิ่งเป็นอย่างไร และจัดหารถให้พร้อมกับการเดินทางของเรา ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อฉันเดินลงไปดูปัญหาที่เค้าว่าไปไม่ได้ถนน ไม่ดี ทำให้ฉันต้องขำกร๊ากว่า แค่เนินหลังเต่าแค่เนี้ยนะไปไม่ได้ ฉันจึงได้มั่นใจว่าคนขับรถคนนี้ช่างเจ้าปัญหามาแต่เช้าแล้วนี่เอง แต่ในที่สุดไกด์ของเราก็จัดการทั้งผลักทั้งดัน ทั้งปลอบประโลมใจ ให้ไปถึงปลายทางได้ก็ฟ้าเกือบจะมืด เพราะกว่าจะไปถึงคนขับรถก็จอดรถ งอแง ไปเกือบสิบกว่าจุด เราก็เลยยิ่งเสียเวลามากขึ้นไปอีก
เมื่อรถจอดฉันและบรรดาเพื่อนๆ ทั้งว่ิง ทั้งเดิน เร่งไปให้ถึงถ้ำที่อยู่ข้างในต้องเดินกันเกือบ 1 กิโลเมตร ว่าไปแล้วรูปภาพในถ้ำก็ไม่ได้น่าตื่นตา ตื่นใจเท่าไหร่ คล้ายๆกับที่ผาแต้มตามที่พี่บางคนเอ่ยออกมา และภาพวาดเก่าแก่อย่างนี้ ฉันก็เคยเห็นมาบ้างแล้ว ที่ทะเลทรายวาดี รัม ในจอร์แดน สำหรับถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบาทหลวง Azais ชาวฝรั่งเศส เมื่อปี 1930 ภายในถ้ำมีภาพเขียนรูปสัตว์และคน เขียนด้วยสีขาว แดง และดำ และยังเชื่อกันว่ายังมีภาพเขียนแบบนี้ในแถบดิเร ดาวา อีกมากมายที่ยังไม่ถูกค้นพบ ดังนั้นบริเวณนี้น่าจะเคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย หรืออยู่ในเส้นทางการเดินทางของคนยุคโบราณในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ซึ่งอาจนำไปสู่การค้นพบที่มาของมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับการค้นพบลูซี่ บรรพบุรุษของเราก็ได้
คราวนี้ขากลับออกมาไม่มีการอิดออด จากคนขับรถ เพราะเราทุกคนต่างก็อยากกลับบ้าน และอยากพักผ่อนกันเต็มที่ และในที่สุดก็กลับถึงโรงแรมกันค่ำมืดกว่าที่คาดไว้จนได้ พลาดจากแผนการไว้บ้าง เมื่อนึกย้อนกลับไปฉันควรจะดีใจนะ ที่คนขับรถของเราคำนึงถึงความปลอดภัย และขับรถอย่างระมัดระวังขนาดนี้ แม้จะทำให้มีโมโหกันไปบ้าง แต่ก็เป็นคนขับรถคนเดียวในทั้งทริปที่ไกด์ไม่กล้าให้เราตบมือขอบคุณที่เราได้ร่วมทางกัน

+ Dire Dawa

ก่อนลาจากแถบตะวันออกของเอธิโอเปีย เราแวะไปสำรวจอีกหนึ่งตลาดของเมือง ตลาดเคฟฟีร่า ตลาดดั้งเดิมที่สามารถชมวิถีชีิวิตของผู้คนท้องถิ่น ที่มีสีสันและชีวิตชีวา รถจอดหน้าตลาดและให้พวกเราเข้าไปเดินเที่ยวชม ฉันลงจากรถและฝ่าควันฝุ่นที่คละคลุ้ง ไปกับบรรยากาศเก่า ที่นี่น่าจะดั้งเดิมจริงๆ ได้เห็นทั้งฝูงลา ม้า อูฐ รถ และผู้คนเดินกันขวักไขว่ บรรยากาศดิบ ดิบ ผ่านวันเวลา มาเนิ่นนาน อย่างนั้นร่วมกับชาวเมืองที่ค่อนข้างยากจน บางส่วนเอาของเก่ามาขาย ขายผัก ผลไม้ ด้านนอกมีเต้นท์ที่บางคนใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัย และที่ขายของไปด้วย เห็นสภาพแล้วไม่น่าจะอยู่ได้ ด้านในที่มีหลังคาคลุมมีทั้งพวกเครื่องเทศ ตลาดสด ฉันต้องเดินโดยใช้ผ้าปิดปาก ไม่งั้นสำลักฝุ่น ท่ามกลางแดดที่ร้อนจ้า และเป็นหวัดงอมแงมแน่ๆ

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

1 comment

%d bloggers like this: