Lunar Travel WorldA Legend of Travel

Desert Castle – Frescoes in Desert

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

กลับมาย้อนรำลึกความหลังเมื่อปีที่แล้วกันดีกว่า กับประเทศหินสีชมพูสวยหวานที่จอร์แดน แต่คราวนี้ไปอีกด้านหนึ่งที่แสนแห้งแล้วเปล่าเปลี่ยว ทางทิศตะวันออกของประเทศ ว่ากันที่จริงบริเวณแห่งนี้ เป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ของจอร์แดนซะด้วยซ้ำ เป็นดินแดนแห้งแล้ง ที่ร้อนระอุในเวลากลางวัน มีประชากรต้นไม้ บ้านเรือน ผู้คน น้อยมาก แถบนี้วิ่งไปจนสุดขอบมีชายแดนติดกับอิรัก และซาอุดิอาระเบีย ในอดีตที่ผ่านมา แทบจะไมมีความสำคัญใดๆเลย ทั้งไม่ใช่เส้นทางการค้า หรือมีความสำคัญในแง่ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ แต่ที่นี่ก็ยังเป็นดินแดนของชาวทะเลทรายเบดูอิน ชาวเผ่าเร่ร่อนในทะเลทรายที่เป็นส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นแม้จะไม่มากมายนัก แต่เราก็ยังได้เห็นส่ิงก่อสร้างในอดึตกระจัดกระจายอยู่ห่างๆ ในทะเลทรายแห้งแล้งที่นี่

อิทธิพลวัฒนธรรม ของชาวมุสลิมได้แผ่ขยายมายังดินแดนแถบนี้ โดยมีอาคาร ป้อมปราการ เป็นหลักฐานให้ผู้คนในปัจจุบัน ได้รับทราบถึงแผ่นดินที่กว้างใหญ่ที่ศาสนาอิสลามได้แผ่อิทธิพลกว้างไกลข้ามทะเลทรายแห้งแล้ง ในยุคแรกเริ่มหลังการเสียชีวิตของท่านนบีมูฮัมมัด (ช่วงคศ.600-700) ซึ่งศาสนาอิสลามอยู่ภายใต้อิทธิพลของราชวงศ์อุมัยหยัด (Umayyad Dynasty) ศูนย์กลางอำนาจในยุคนั้นอยู่ที่กรุงดามัสกัส ซีเรียในปัจจุบัน

วันนี้เราติดต่อเช่าแท็กซี่จากโรงแรมอีกเช่นเดิม ออกเดินทางกันสายๆประมาณ 9 โมงเช้ากระมัง เพื่อไปเที่ยวชมปราสาททะเลทราย ได้แต่หวังว่าปราสาทที่ไปดูวันนี้คงไม่เหลือแต่ซากปรักหักพัง แบบที่ Shobak Castle ที่เราผ่านมาเมื่อวันก่อนหลังจากออกจากวาดีรัม เส้นทางสายนี้มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกของกรุงอัมมาน สองข้างทางแห้งแล้ง เต็มไปด้วยฝุ่นดินหิน แต่สภาพถนนจัดอยู่ในสภาพที่ดีมาก อาจเป็นเพราะได้เริ่มมีการพัฒนาเส้นทางนี้มีการวางท่อน้ำมันผ่านเพื่อเชื่อมต่อไปยังอิรัก และซาอุดิอาระเบีย สภาพภูมิประเทศด้านนี้จึงเริ่มมีความสำคัญขึ้นมา สำหรับการเดินทางมาเที่ยวทางแถบนี้ การเดินทางโดยรถสาธารณะยังไม่สะดวกนักสำหรับนักท่องเที่ยว การเช่ารถโดยคนขับรถที่ชำนาญเส้นทางเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

พวกเราปล่อยให้เป็นหน้าที่คนขับขับรถไป ฉันนั่งดูเส้นทางและผู้คนกับวิถีชีวิตของผู้คนชาวจอร์แดนที่นี่ แล้วนึกสุขใจไปกับความร่มรื่นของบ้านเมืองเรา ฉันเป็นคนที่เป็นผู้ดูโลกที่เป็นไป กับวิถีชีวิตหลากหลายที่เคยผ่านตาและสัมผัส ดินแดนแห้งแล้ง ยังมีคนมากมายที่ต่อสู้ชีวิตและหลงรักความแห้งแล้งเหล่านี้ เมื่อผ่านตลาดบางช่วง ผู้คนจับจ่ายใช้สอย รอยยิ้มของพวกเค้าก็ไม่แตกต่างจากผู้คนที่อื่นในสถานที่แตกต่างกัน ความเจริญเริ่มเข้ามาผ่านการพัฒนาอุตสาหกรรม ฉันสังเกตุเห็นรถคันใหญ่วิ่งส่งสินค้า เครื่องไม้ เครื่องมือ เพื่อนำมาพัฒนาชุมชนในดินแดนแห้งแล้งนี้อยู่ตลอดเส้นทาง บางจุดเป็นหน่วยงานของทหารที่คอยป้องกันชายแดนที่มีความเปราะบางของจอร์แดนซึ่งอยู่ท่ามกลางประเทศที่เข้มแข็ง และเต็มไปด้วยความขัดแยังทางความคิด ความเชื่อ และพร้อมจะเกิดสงครามขึ้นได้ทุกเมื่อ ฉันพยายามหลับให้น้อยที่สุด เพราะชอบที่จะนั่งดูข้างทางที่รถแล่นผ่านชีวิตธรรมดาสามัญของคนในพื้นที่แต่ก็อดสะลึมสะลือ ภายใต้ผ้าที่ใช้คลุมบังแดดร้อนแรงไม่ได้เหมือนกัน แต่พอจะหลับ จะหลับ เราก็มาถึงที่หมายแรกกันแล้ว เราเข้าไปซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมแบบแพ็คเกจดูได้ 3 ปราสาทตามเส้นทาง บนถนนสายนี้

+ QASR KHARANA

ปราสาทนี้โดดเด่นสง่างาม อย่างโดดเดี่ยว บนพื้นที่ราบที่ไม่มีแม้กระทั่งต้นไม้มาบดบังวิว ปราสาทหินสองชั้น มีช่องกลมรอบๆเหมือนหน้าต่างที่ใช้มอง หรืออาจเป็นช่องที่ใช้ยิงอาวุธป้องกัน หรือเป็นสถานที่พักระหว่างทางในทะเลทราย (Caravanserai) ซึ่งยังไม่สามารถระบุลงไปได้ชัด แต่บนประตูชั้นสองของอาคารมีอักษรอิสลามระบุตัวเลขปี 710 ซึ่งอาจจะเป็นป้อมเก่าแก่ที่สุดของยุคอิสลามในช่วงแรก แต่หินบางก้อนก็มีร่องรอยสลักของอักษรโรมัน จึงเชื่อว่าอาจจะสร้างบนซากปรักหรืออาคารเก่าในยุคไบแซนไทน์ ซึ่งอาจเคยเป็นบ้านพักของคนโรมันมาก่อนก็ได้
ท่ามกลางทะเลทรายที่อ้างว้าง เมื่อมาถึงป้อมปราสาทใหญ่แห่งนี้คงสร้างความอุ่นใจให้กับผู้เดินทาง ก็เหมือนกับฉัน เราเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไปสำรวจซอกโน้น ซอกนี้ ตรงกลางของปราสาทคงเคยได้รับการตกแต่งเป็นสวนย่อมๆมาก่อน แสงแดดแรงจัด แต่โชคดีที่อากาศในเดือนธันวาคมไม่ได้ร้อนไปด้วย ทำให้เราเดินชมปราสาทแห่งแรกนี้กันได้สบายๆ ปราสาทนี้มีวิวที่กว้างไกล ใหญ่ แข็งแรง แต่ขาดรายละเอียด สู้แห่งที่สองที่เรากำลังจะไปไม่ได้ ที่เล็กแต่งดงามด้วยการตกแต่ง หรูหรา ไปดูกันต่อที่ปราสาทแห่งที่ 2 ซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกล

Qasr Kharana
: Qasr Kharana สันนิษฐานว่าสร้างเพื่อเป็นสถานที่พบปะชุมนุมระหว่างผู้นำศาสนาและชาวเบดูอิน
: ปราสาทแข็งแกร่งผ่านวันเวลา ทั้งลม แดด หลายร้อยปี
: ด้านในปราสาท เป็นอาคาร 2 ชั้น
: ประตูโค้งทางเข้าสู่ภายในปราสาท

+ QUSAYR AMRA

แม้แดดจะแรงกล้า แต่อากาศในเดือนธันวาที่เรามาเยือนก็ยังเย็น พร้อมลมที่พัดแรงได้ใจ ด้านหน้าทางเข้ามีร้านขายของเล็กๆ เล็กมากค่ะ พร้อมเต้นท์ดื่มชาไว้บริการนักท่องเที่ยว ที่ฉันหมายตาไว้จะเข้าไปขอพักพิง รับไออุ่นจากเตาผิงด้านในเต้นท์ซะหน่อย หลังจากเข้าไปชมปราสาท Qasr Amra เรียบร้อยแล้ว

ปราสาทเล็กๆ นี้ดูแปลกตาแต่ไกล ด้วยอาคารสีดินทรายหลังคาทรงโค้ง หลังไม่ใหญ่ อยู่กลางทุ่งทะเลทราย ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ด้านหน้า จัดเป็นห้องแสดงประวัติ และรูปภาพต่างๆ ของปราสาทที่เรากำลังจะเข้าไปดูด้านใน เราเดินดูกันรอบๆเพื่อทำความเข้าใจก่อน 1รอบ แต่ก็ผ่านๆไปแบบไม่เข้าใจเท่าไหร่  แล้วก็พากันเดินเข้าไปดูของจริงกันดีกว่า ปราสาทนี้ไม่ใหญ่โต เมื่อเดินเข้าไปจึงเข้าใจชัดเจนกับรูปที่จัดแสดงโชว์ด้านหน้า ปราสาทหลังนี้คล้ายๆกับเป็นโรงอาบน้ำ สถานที่แวะพักผ่อนของชนชั้นสูง หรือกษัตริย์ในสมัยนั้น เพื่อหาความสำราญระหว่างการเดินทาง ซึ่งต้องนับว่าหรูหราอลังการมากเลยสำหรับยุคเมื่อพันกว่าปีมาแล้ว แล้วยิ่งอยู่ในดินแดนที่แห้งแล้งปานนี้ด้วย มีการวางระบบน้ำ เพื่อสูบน้ำเข้ามาใช้ในตัวอาคาร ในปราสาทมีรูปวาดท้องฟ้า ดวงดาว สาวงาม โดยทั่วรอบทั้งอาคาร โดยเราสามารถดูภาพชัดๆ ได้ในอาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยวด้านหน้าที่ฉันได้เดินผ่านมา แล้วมาตามหาจุดที่วาดจริงๆได้ในนี้ พื้น ผนังมีร่องรอยการปูกระเบื้องสวยๆ หากย้อนกลับไปในสมัยนั้น เดินทางผ่านทะเลทรายท่ามกลางอากาศร่้อนแรง เหงื่อไหลพลั่กๆ มา หรือเมื่อต้องฝ่าลมหนาวในทะเลทรายที่อ้างว้าง เมื่อมาถึงปราสาทแห่งนี้เข้าคงได้สดชื่นกาย สบายใจ ไม่น้อยเลย เพราะมีทั้งน้ำร้อน น้ำเย็น สถานที่งดงามรอคอยอยู่นั่นเอง

: QUSAYR AMRA ปราสาทเล็กๆท่ามกลางทะเลทราย ได้รับการดูแลอยู่ในสภาพที่ดีที่สุด
: qusayr หมายความว่าปราสาทเล็ก ซึ่งปราสาทนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก
: ภาพเขียนเฟรสโก ที่หลงเหลืออยู่แสดงภาพท้องฟ้า ผู้หญิง ไวน์ ช่วงเวลาแห่งความรื่นเริง
: สถานที่แห่งนี้น่าจะเป็นสถานที่กาหลิบหรือผู้นำได้ ใช้เวลาเพื่อผ่อนคลายจากกฎระเบียบอันเข้มงวดตามคัมภีร์ของศาสนาอิสลาม
: บ่อน้ำด้านหน้าปราสาท ซึ่งสามารถนำน้ำที่อยู่ในทะเลทรายแห้งแล้งมาใช้ได้ แสดงความยอดเยี่ยมของพวกอุมัยหยัด มุสลิมในอดีตได้อย่างยอดเยี่ยม

และแน่นอนด้วยบุญวาสนาของเราคงได้แค่หลบอากาศหนาวเข้าไปในเต้นท์ด้านหน้า เจ้าของเต้นท์นำถ้วยชากระจิดริดมาให้แล้วรินชาใส่ถ้วยให้ผู้มาเยือน ชาอุ่นๆในเต้นท์หนาช่วยคลายความหนาวเย็น ฉันนั่งเล่นรอเพื่อนๆตามเข้ามาดื่มชา คลายความหนาวไปได้เยอะเลย ก่อนจะรู้สึกว่ามันต้องแลกมาแพงจริงๆกับชาถ้วยละกว่า 40 บาท
“ก็มันถ้วยเล็กนิดเดียวจริงๆนะ”

ต่อจากที่นี่เราไม่ชักช้า เดินทางกันต่อไปยังปราสาทสุดท้ายของเราที่เริ่มเข้าใกล้ชายแดนอิรัก – ซาอุดิอาระเบีย เข้าไปเรื่อยๆ แม้จะเพียงแค่เห็นป้ายบอกทาง แต่นั่นก็ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่พาตัวเองเข้ามาใกล้แหล่งกำเนิดแห่งศาสนาอิสลามอย่างซาอุดิอาระเบีย ประเทศมุสลิมที่ยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมของชาวมุสลิมทั่วโลกที่ในแต่ละวันต้องหันหน้าเข้ามาหา และยังอิรัก ประเทศที่ในความรู้สึกของฉันเต็มไปด้วยสงคราม ไม่เว้นแต่ละวัน ประเทศเล็กๆ ที่หาญกล้าต่อกรกับมหาอำนาจใหญ่อย่างอเมริกา ยุโรป และด้วยความคิดสิ่งใด ประวัติศาสตร์ที่ฉันอาจรู้มาน้อยนิด และการเดินทางไปหลายต่อหลายแห่งบนโลกแห่งนี้ ได้พร่ำอ่านประวัติมากมายในแต่ละแห่งหน ฉันจึงได้แค่มอง แต่ไม่กล้าตัดสินสิ่งใดในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  จึงได้แค่มองอิรักด้วยความสงสัย และกลัวๆจะมีระเบิด ตูมๆ กระเด็นมาแถวๆที่เรายืนอยู่ตรงนี้ (ท่าจะบ้า ห่างกันตั้งโยชน์ :)) >>>> แต่สำหรับสงคราม ความขัดแย้งใดๆ ไม่ว่าอดีต จนปัจจุบัน ผู้ชนะ มักเป็นผู้ที่ถูกต้องเสมอ แต่บนเลือดเนื้อของประชาชนผู้ไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ อะไรเล้ย จบไว้ตรงนี้แล้วเราไปดูปราสาทต่อไป ซึ่งก็เป็นผลจากการขยายอำนาจในอดีต ผ่านยุคสมัย และการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วน ที่ปราสาทหินสีดำ QASR AL-AZRAQ

+ QASR AL-ASRAQ

ปราสาทหรือป้อมแห่งนี้ดูแปลกตาตั้งแต่ภายนอกที่เห็นเพราะสร้างขึ้นด้วยหินบะซอล์สีดำ คล้ายๆกับที่เมืองเก่าโรมันทางตอนเหนือUmm Qais ที่เราไปวันก่อน และที่นี่เองก็เป็นป้อมปราการเก่าที่สร้างโดยโรมันเมื่อประมาณปีค.ศ.300  ตัวโครงสร้างได้รับการปรับปรุงในช่วงไบแซนไทน์เรืองอำนาจ  จนเมื่อมุสลิมเข้ามามีอำนาจก็ได้รับการปรับปรุงอีกครั้งสมัยราชวงศ์อุมัยหยัด โดยกาหลิบ Walid II เพื่อใช้เป็นสถานที่ล่าสัตว์ และศูนย์บัญชาการทางทหาร ป้อมปราการผ่านยุคการเรืองอำนาจและได้รับการปรับปรุงอีกหลายครั้งทั้งสมัยราชวงศ์อัยยุบิด จนสมัยเติร์กครองอำนาจ

ระหว่างปี 1917-1918 ชาวอังกฤษ T.E.Lawrence ได้เคยใช้เวลาช่วงหนึ่งที่ป้อมนี้ ซึ่งเป็นช่วงการต่อสู้กันระหว่างชาวอาหรับ กับชาวเติร์ก ซึ่งในขณะนั้นพวกอังกฤษเองก็อยากจะเข้ามาครอบครองดินแดนแห่งนี้ด้วย Lawrence อาศัยอยู่ด้านบนของทางเข้าที่เราเดินเข้าไป กับเพื่อนชาวอาหรับ Sharif Hussein bin Ali บริเวฯลานกว้างตรงกลางมีสิ่งก่อสร้างซึ่งเคยเป็นมัสยิดภายในป้อม และเช่นเดียวกับหลายๆที่ ก็คือสร้างทับไปบนโบสถ์เก่าของชาวคริสต์ดังเดิม ลานกว้างภายในเป็นสถานที่ที่ Lawrence และเพื่อนๆชาวอาหรับ มักใช้เป็นสถานที่เพื่อล้อมวงสนทนาเรื่องสงคราม สันติภาพ และความรัก รอบๆเป็นกำแพงใหญ่ซึ่งเป็นกำแพงป้องกันทางทหาร ด้านล่างมีโรงครัว บ่อน้ำ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานที่แห่งนี้เคยอุดมสมบูรณ์เป็นโอเอซิสกลางทะเลทราย จนกระทั่งปัจจุบันบ่อน้ำดังกล่าวแห้งผากไปซะแล้วเนื่องจากปัญหาความแห้งแล่้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนป้อมแห่งนี้ก็เสียหายไปมากเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปี 1927

: ทางเข้าปราสาท Qasr Al-Asrag
: สถานที่แห่งนี้ผ่านประวัติที่ยาวนาน ” สร้างโดยชาวโรมัน ได้รับการปรับปรุงโดยชาวอาหรับ และยังถูกใช้โดย T.G.Lawrence”
: โรงครัวเก่าในป้อม Al-Azraq ยังมีคราบเขม่าติดอยู่ตามก้อนหิน

วันนี้เราเสร็จสิ้นการเดินทางเพื่อรู้จักกับจอร์แดนเพียงเท่านี้ และคืนนี้เราจะเดินทางกลับกันแล้วค่ะ จอร์แดนมีประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ทัศนียภาพ ผู้คนที่งดงาม หลากหลายแปลกตา กว่าที่ฉันคาดไว้มากมาย จอร์แดนไม่มีเพียงเพตราที่ยิ่งใหญ่ งดงามเลื่องชื่อ แต่ทุกอย่างที่ฉันได้ผ่านพบ สร้างความตื่นตา ตื่นใจ ที่แห่งนี้เป็นทั้งจุดเร่ิมต้นแห่งศาสนาที่ยิ่งใหญ่ เป็นเมืองโรมันในอดีต เป็นสถานที่ในปกครองของชาวมุสลิมแต่ดั้งเดิม ผ่านร้อนหนาวท่ามกลางการแย่งชิงดินแดนระหว่างพวกยุโรป ชาวเติร์ก มีสถานทีี่ท่องเที่ยวน่าประทับใจที่เพตรา ทะเลทรายวาดีรัม สีสวย แถมยังมีทะเลสาบเดดซีที่แปลกประหลาด ว่ายยังไงก็ไม่จม ปราสาททะเลทรายวันนี้ที่เราเที่ยวชม ก็เต็มไปด้วยประวัติที่ฝากไว้ให้เราเรียนรู้ การเดินทางท่องเที่ยวก็ไม่ยาก ถนนหนทางสะดวก ชนิดที่เรียกได้ว่าดีมากๆ เพราะกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา สำหรับผู้คนที่นี่ ฉันได้รับข่าวสารก่อนมาไม่ค่อยดีนัก แต่เท่าที่ฉันเจอก็ไม่ถึงกับแย่เลย ราคาอาจจะไม่ถูกนัก ส่วนใหญ่ก็จะกำหนดไว้ในระดับหนึ่ง สามารถติดต่อผ่านโรงแรมที่เราพักเพื่อจัดหารถพร้อมคนขับในการไปเที่ยวชมแต่ละแห่งได้ไม่ยาก และเมื่อได้สัมผัสพูดคุยกันแล้ว ฉันว่าคนจอร์แดนนับว่านิสัยดี มีน้ำใจทีเดียว จอร์แดนถึือเป็นอีกทริปที่ประทับใจ และดีใจที่ไม่มองผ่านประเทศแห่งนี้ไป

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

3 comments

%d bloggers like this: