Lunar Travel WorldA Legend of Travel

Charming Turkey : Afrodisias

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

IMG_6679 Afrodisias หนึ่งในเมืองโบราณที่สวยงามอีกแห่งของตุรกี บางคนชอบที่นี่มากกว่าที่เมืองใหญ่อย่าง Ephesus ด้วยซ้ำ ฉันเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนั้น มีหลายเหตุผลที่คนเรามักจะชอบสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งมากกว่าอีกแห่งหนึ่ง ด้วยเหตุผลที่ต่างๆกันไป เหตุผลของฉันที่ชอบที่นี่มากก็เพราะวันนั้นฟ้าใส แดดจ้า อากาศสบายๆ ทำให้การมาเดินชมเมืองโบราณแห่งนี้รื่นรมย์ยิ่งนัก  เหมือนสถานที่เต็มใจต้อนรับผู้มาเยือนจากแดนไกลอย่างพวกเรา ยิ่งเวลาในการมาเที่ยวที่กระชับ สั้นนิดเดียว ยิ่งทำให้คิดถึงมากกว่าเมืองใด เหมือนเป็นของมีค่า หายากยิ่งสำหรับการได้มาพบสถานที่สวยๆ ในเวลาที่มีจำกัด
ทำความรู้จักกันเล็กๆน้อย กับเมืองนี้กันก่อนค่ะ เมือง Afrodisias มีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับเหมืองหินอ่อน ซึ่งถูกนำมาใช้งานตั้งแต่ยุคเฮเลนิสติก และยุคโรมัน จึงพบรูปปั้นหินมากมายในบริเวณดังกล่าว รูปปั้นของที่นี่มีชื่อเสียงทั่วไปมาตั้งแต่สมัยโรมันเรืองอำนาจ จึงมีหลักฐานการขุดพบรูปปั้นเทพ Aphodite ของที่นี่แม้แต่ในโปรตุเกส ความเจริญเกี่ยวกับงานปั้นรูป จนถึงมีการเปิดโรงเรียนสอนมาตั้งแต่ยุคโบราณ

Afrodisias มีหลักฐานการสร้างเมืองมากว่า5000 ปีแล้ว เมื่อศตวรรษที่6 ก่อนคริสตกาลเป็นสถานที่มีชื่อเสียงสำหรับผู้แสวงบุญ จนถึง ช่วงศตวรรษที่ 1-2 ก่อนคริสตกาล ในสมัยจักรวรรดิโรมันขยายอำนาจประมาณศตวรรษที่ 3 Afrodisias ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเมืองหลวงของโรมันในพื้นทีคาเรีย (Caria) มีประชากรมากถึง 15,000 คน แต่พอเข้าสู่ยุคไบแซนไทน์ เมืองAfrodisias ได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นโบสถ์คริสเตียนสำหรับผู้ถือพรมจรรย์ สิ่งก่อสร้างบางส่วนถูกรื้อถอนไปสร้างเป็นกำแพงเมือง หลังจากนั้นเมืองก็แทบจะไม่ได้รับความสนใจและถูกทิ้งร้างไป จนเกิดหมู่บ้านใหม่ขึ้นมาคือหมู่บ้าน Geyre ต่อมาในปี 1956 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ทำให้ย้ายหมู่บ้านออกไปทางด้านตะวันตก และการขุดพบเมืองโบราณ Afrodisias จึงทำให้ได้ง่ายขึ้น โดยนักโบราณคดี ศาสตราจารย์คีนัน (Professor Kenan T Erim) แห่งมหาวิทยาลัยนิวยอร์ค ซึ่งเข้ามาสำรวจเมืองนี้ตั้งแต่ 1961-1990 ปัจจุบันศพของศาสตราจารย์คีนันได้ถูกฝังอยู่ใกล้ๆ กับประตูทางเข้าเมืองโบราณนี้
พวกเราเข้าไปที่ Afrodisias ประมาณเที่ยงๆ เนื่องจากเมืองนี้อยู่ห่างจาก Denizli
ประมาณ100 กม.ถนนที่ขับเป็นทางขึ้นเขาก็เลยใช้เวลานานตั้งสองชั่วโมงกว่าๆ พวกเราไปกับรถเก๋งคันสีแดงเพลิงที่ไปรับพวกเราจากที่พัก ตอนได้เห็นรถคันนี้ก็รู้สึกเท่ห์ไม่หยอกเลย เสียแต่ตอนนั่งต้องทนกับกลิ่นเหม็นของแก๊สจากรถ ทำให้ฉันต้องนั่งปิดจมูกไปตลอดทาง ฉันและเพื่อนๆแวะทานอาหารเช้า+กลางวันกันที่ร้านหน้าปากทางเข้า วันนี้มีแต่พวกเราเป็นแขกเพราะไม่ใช่ช่วงหน้าท่องเที่ยว แต่ดูจากร้านแล้วน่าจะเป็นร้านใหญ่ หรูหรา สำหรับนักท่องเที่ยวที่ดีร้านหนึ่ง เพราะจัดร้านได้น่านั่ง แล้วก็ใหญ่โต กว้างขวาง โดยเฉพาะห้องน้ำสะอาดสะอ้านตกแต่งดูดีทีเดียว 

IMG_6638 ตอนเที่ยงๆ คนขับรถพาเราไปส่งและนัดเจออีกทีพวกเราตอนบ่ายโมงครึ่ง เนื่องจากพวกเราต้องรีบกลับไปขึ้นรถบัสเพื่อไปยังเมือง Selcuk ด้านขวาของทางเข้าเป็น museum ฉันและเพื่อนรีบเดินเพื่อเข้าไปยลโฉมประตูแสนสวย และเมืองข้างในก่อนจะออกมาดูรูปปั้นสวยๆ ในพิพิธภัณฑ์ แค่เห็นทางเข้า พวกเราก็ร้องว้าว กันแล้ว เพราะต้นสนสีขาวสองข้างทางที่เรียงรายขนาบเป็นทางเดินเข้าเหมือนนำพวกเราเข้าไปสู่เมืองในอีกมิติหนึ่ง เจ้าเหมียวแถวๆ นั้นแสดงความเป็นเจ้าของสถานที่เดินตามพวกเรา ก่อนจะส่งพวกเราไปให้เห็น Tetrapylon (monumental gateway) ประตูทางเข้าโบราณที่ตั้งตระหง่านบนพื้นหญ้าสีเขียว ในวันฟ้าสดใส ยิ่งได้ใจพวกเรา จนเสียเวลาถ่ายรูปมุมนี้ไปพักใหญ่ๆ ก่อนจะได้ยินเสียงเพื่อนบางคนตะโกนให้รีบ เพราะเวลามีน้อย จากนั้นฉันและเพื่อนๆ ก็แยกย้ายกันเดินชมความสวยงามของเมือง ที่ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ท่ามกลางซากปรักหักพัง ที่ผ่านร้อนหนาวมากว่า 5000 ปี Temple of Afrodite ยังคงมีเสาสูงใหญ่ตั้งตระหง่านแสดงความยิ่งใหญ่และความรุ่งเรืองเมื่อยุคก่อน ซากหิน รูปสลักที่หลงเหลือ โรงอาบน้ำ Hadrianic Bath ,Odeon แสดงให้เห็นรสนิยม ศิลปะในสมัยโบราณเข้าสู่ยุคขีดสุดของความรุ่งเรือง การมาดูเมืองโบราณที่ย้อนไปกว่าพันพันปี เช่นนี้ไม่มีอะไรดีไปกว่าความคิดที่ว่า โอ้โห ทำกันใหญ่โตขนาดนี้ได้อย่างไร ใช้อะไรทำ ยกเสาขึ้นไปได้ยังงัย เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่มี เสาแต่ละท่อน หินแต่ละก้อนทั้งหนักแต่ก็สวย มีทั้งรูปสลัก ทำด้วยความประณีต คนสมัยก่อน ช่างมีรสนิยม หรือความศรัทธาอะไรทำให้พวกเขาสร้างสิ่งก่อสร้างที่มหัศจรรย์อย่างนี้ได้
ความบริสุทธิ์ของอากาศวันนั้น ท่ามกลางความสงบเงียบ จนทำให้ฉันนึกอยากย้อนเวลาเพื่อได้
เห็นชีวิตจริงๆ เหล่านั้นว่าเค้ามีความเป็นอยู่อย่างไร และนึกถึงวันที่เมืองสวยๆ ถูกทิ้ง ถูกทำลายทั้งจากภัยธรรมชาติ และผู้คน ทำให้นึกไปอีกทางหนึ่งว่าอะไร อะไร ก็ไม่จีรังเอาซะเลย มีเกิดมีดับ มีเจริญ ก็มีวันล่มสลาย แต่เหนืออื่นใดพวกเขาได้สร้างตำนาน ทิ้งความรู้ไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้ศึกษา และเห็นอดึตอันยิ่งใหญ่
ฉันอยากนั่งอยู่ที่นี่นานๆ แต่ก็ได้แต่เป็นแค่ความคิดอีกนั่นแหละ เวลาน้อยนิดที่นี่ยังไม่ทำให้เราได้ซึมซาบกับเสาหิน ก้อนหินสวยๆ ที่ถูกสลักเสลาเป็นหัวเสาแบบโครินเธียรก้อนนั้นเลย ฉันก็ได้ยินเสียงเตือนจากเพื่อนๆ ให้รีบๆ ได้แล้ว ได้เวลาแล้ว เพราะก่อนกลับเราตั้งใจเข้าไปในพิพิธภัณฑ์อีก ฉันและเพื่อนๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง เพื่อทำเวลา ให้ทันกับที่นัดคนขับรถไว้และเข้าไปดูภายในพิพิธภัณฑ์นั่นด้วย

 
ภายในพิพิธภัณฑ์ มีรูปสลักมากมายบางอันสมบูรณ์ บางอันมีประวัติตามเทพนิยายกรีกโบราณ ฉันเลือกถ่ายอันที่ฉันชอบ ส่วนใหญ่เป็นรูปโป๊ (ก็มันโป๊เกือบทั้งนั้นแหละ) และบางรูปที่เคยได้ยินชื่อมาบ้างเผื่อมาหาข้อมูลน่าสนใจภายหลัง เหล่านี้ก็คือรูปที่ฉันถ่ายภาพมา
แต่ฉันอยากจะบ้าตาย เมื่อกลับมาดูรูป ฉันเพิ่งมารู้ว่าฉันไม่ได้ถ่ายรูปเจ้าของชื่อสถานที่นี้มาซักกะรูป นั่นยิ่งทำให้ฉันอยากจะกลับไปที่นี่อีกสักครั้งจริงๆ และใช้เวลากับที่นี่ให้มากขึ้นและหวังว่าวันนั้นฟ้าจะสวยอย่่างที่ฉันไปในวันนี้

 

 

..…OO…..    

 

รู้จักกับบางส่วนในพิพิธภัณฑ์กันนะคะ :

Afrodisias
: ภาพโดยคุณสุดเขต
http://sudkhet.multiply.com 

: Afrodite /Aphrodite
เป็นชื่อภาษากรีก หรือ Venus ในภาษาโรมัน เทพีแห่งความรักและสวยงาม
Afrodite เป็นเทพีทางเอเชียที่เก่าแก่ทีสุดองค์หนึ่ง สามารถทำให้ชายหนุ่มหลงรักได้เพียงสบตากับเธอเท่านั้น
ตามตำนานเล่าว่าเธอเกิดจากมาจากโฟมในทะเล ตามชื่อที่แปลว่า Foam-arisen แถบชายทะเลเมืองพรีเจีย เมืองโบราณฝั่งเอเชีย จากอวัยวะเพศของเทพยูเรนัสที่ถูกโยนลงไปในทะเลทำให้เกิดฟองคลื่นสีขาว และกลายเป็นผู้หญิงที่สวยงามในที่สุด มีชื่อว่า Cybele
ด้วยความสวยงามจนเป็นที่เกรงว่าจะเกิดสงครามแย่งชิงเทพี Afrodite Zeus ราชาแห่งเทพ จึงให้เธอแต่งงานกับ Hephaestus ซึ่งเป็นเทพที่บ้างาน แต่ไม่สามารถหยุดยั้งความชอบรักสนุก ความร่าเริงสดใสในตัวเธอได้
Afrodite ได้รับความรัก และรักเทพรวมทั้งมนุษย์หลายคน คนที่เธอรักมาที่สุดคือ Adonis มีลูกหลายคนเช่น Eros,Anteros,Hymenaios และ Aeneas (ซึ่งเกิดกับ Anchises)
มีการฉลองพิธี Aphodisiac ทั่วไปในกรีกโดยเฉพาะใน Athens และเมือง Corinth ผู้ที่นับถือเธอไม่ใช่โสเภณี หรือหญิงขายตัว แต่เป็นผู้ที่เชื่อว่าการร่วมประเวณี เป็นวิธีการหนึ่งในการบูชาเทพเจ้า

 
 IMG_6813

: Agrippina crowns her son Nero
Nero เป็นจักรพรรดิโรมันองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายของราชวงศ์Julio-Claudian dynasty เป็นลูกชายของ Domitius และ Agrippina ได้ขึ้นครองราชย์ต่อจาก Claudius ผู้เป็นลุงเนื่องจาก Agrippina ได้แต่งงานครั้งที่สามกับ Claudius
Nero ครองราชย์ในปีค.ศ.54-68 มีการปกครองที่เข้มงวด ขยายการค้า วัฒนธรรมของอาณาจักรโรม และเป็นผู้สร้างสิ่งก่อสร้างใหญ่มากมายทั้งสนามกีฬาและโรงละคร Nero ฆ่าตัวตายในปีค.ศ.68 หลังจากถูกกองทัพทหารยึดขับไล่จากบัลลังก์
Nero เป็นจักรพรรดิที่ได้รับการยอมรับจากประชาชนในช่วงแรก ๆ แต่หลังจากปกครองหลายปี ก็เปลี่ยนไปนิสัย โหดร้าย เป็นผู้ต้องสงสัยในการตายของAgrippina แม่ของตัว และ Britannicus พี่ชายต่างบิดา และยังถูกสงสัยว่าเป็นผู้สั่งเผากรุงโรม ในเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ เนื่องจากขณะนั้น Nero และครอบครัวหนีจากเหตุการณ์ดังกล่าวทัน และเมื่อไฟสงบลง ก็หันมาสร้างเมืองใหม่ให้ใหญ่โต ขูดรีดภาษีประชาชนจนทำให้เกิดความไม่พอใจ
(เหตุการณ์ Nero เผากรุงโรม ยังมาเอาตั้งชื่อโปรแกรมไรท์ซีดีที่ใช้กันในปัจจุบันคือโปรแกรมเนโร จะสังเกตุเห็นว่า ภาพตอนที่เบิร์น CD เป็นภาพไฟไหม้กรุงโรม เรียกกว่า Nero Buring Rom)

Agrippina แม่ของNero เป็นสตรีที่มีความสวยงาม สืบเชื้อสายมาจากตระกูล Julio –Claudian เช่นกันแต่เกิดที่ Oppidum Ubiorum เมืองริมฝั่งแม่น้ำไรน์ ประเทศเยอรมัน (ปัจจุบันคือเมืองโคโลญจน์) แต่งงานกับ Gnaeus Domitius Ahenobarbus ซึ่งเป็นบิดาของ Nero เมื่อ Domitius เสียชีวิตได้แต่งงานอีก 2 ครั้งกับ Crispus ขุนนางผู้มั่งคั่ง และครั้งที่สามกับ Claudius ซึ่งเป็นจักรพรรดิแห่งกรุงโรม
Agrippina เป็นสตรีที่มักใหญ่ใฝสูง พยายามขึ้นสู่อำนาจ และมีบทบาทในการปกครองกรุงโรม นางมีส่วนในการฆาตกรรม Cluadius เพื่อส่งเสริมให้ Nero ลูกชายได้ขึ้นสู่บัลลังก์
ในช่วงแรกของการปกครองในยุค Nero นางมีบทบาทสำคัญ เป็นผุ้อยู่เบื้องหลังการปกครองของลูกชาย แต่ต่อมาทั้งคู่ได้ขัดแย้งในเรื่องการมีอำนาจ Nero ไล่นางออกจากเมือง และเป็นผู้มีส่วนในการสังหารนางในเวลาต่อมา

 
 IMG_6817

: Ares, God of war
Ares หรือ Mar เทพเจ้าแห่งสงคราม เป็นบุตรของ Zeus และ Hera เป็นผู้มีนิสัยดุร้าย ชอบการทำสงคราม จึงเป็นที่เกลียดชังของเทพทั้งปวง แม้กระทั่ง Zeus ผู้เป็นพ่อ
Ares เป็นเทพที่เลือดร้อน ไร้ความเมตตา มีรูปร่างใหญ่โต เสียงดัง และมีความเร็วเหนือกว่าเทพอื่นๆ เป็นชู้รักของเทพี Afrodite
Ares ลุ่มหลงในตัว Afrodite จนไปเข้าข้างศัตรูเมื่อเกิดสงคราม โดยไปเข้าข้างฝ่าย Trojan สร้างความโกรธแค้นให้กับ Zeus และ Hera ผู้เป็นพ่อและแม่ แต่ในสงคราม Ares ต้องพ่ายแพ้ให้แก่ Athena จนต้องหลบหนีไปยังเขาโอลิมปัส (Mt.Olympus)
แม้ Ares จะเป็นเทพเจ้าแห่งสงคราม แต่มักจะมีชื่อไปในทางที่ไม่ดี ใช้อารมณ์ การต่อสู้ครั้งสำคัญมักจะพ่ายแพ้ต่อคู่ต่อสู้เสมอ คู่แข่งที่ Ares พ่ายแพ้บ่อยๆ คือเทพี Athena ซึ่งเป็นพื่น้องต่างมารดา มีความสุขุมในการสู้รบ และมักจะมีส่วนช่วยในการสงครามให้ได้รับชัยชนะเสมอ
รูปปั้นของ Ares พบเห็นไม่มากนัก แทบจะไม่มีการบูชาเทพองค์นี้ ชื่อของ Ares มีความหมายไปในทางแก้แค้นหรือทำลายล้าง

 
 

: Anchises and his lover Afrodite
Anchises เจ้าชายแห่งเมือง Dardania ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Trojan มีภรรยาชื่อ Eriopis ครั้งหนึ่งตามเทพนิยายกรีก Afrodite หลงรัก Anchises และปลอมตัวเป็นเจ้าหญิงแห่งฟรีเจีย เพื่อพบกับAnchises และตกหลุมรักกันและกัน Anchises ไม่รู้เลยว่าคู่รักเป็นเทพธิดา จนกระทั่งAfrodite เปิดเผยตนเอง และบอกว่ามีลูกชายกับตนในอีก 9 เดือนต่อมา ลูกชายของทั้งสองคือ Aeneas
หลังพ่ายแพ้สงครามในสงครามโทรจัน (Trojan War) Anchises ถูกพาหนีออกจากเมืองที่ไฟไหม้โดยครอบครัวของ Aeneas และ Creusa (ภรรยาของ Aeneas) ลูกชาย Ascanius แต่ Creusa เสียชีวิตระหว่างหลบหนี
ทั้งหมดได้หนีไปทางกรุงโรม ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นกำเนิดกรุงโรมในเวลาต่อมา แต่Anchises ไปไม่ถึงกรุงโรมได้เสียชีวิตและถูกฝังที่เมือง Sicily

 
  : Three graces, handmaids of Afrodite
Charites หรือ Graces สามพี่น้อง เรียงจากอายุน้อยไปมาก ประกอบด้วย Aglaea (Beuaty),Euphrosyne (Mirth) และ Thalia (Good Cheer)
เป็นพี่น้องที่รักความสวยงาม และความหลักแหลม ชื่นชอบบทกวี และศิลปะ  เป็นบุตรีของ Zeus และ Eurynome บ้างก็ว่าเป็นบุตรีของ Dionysus และ Afrodite
ตามบทกวีของ Homer ทั้งสามเป็นผู้ติดตามใกล้ชิดของเทพี Afrodite

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: