Lunar Travel WorldA Legend of Travel

ย้อนอดีตประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหมที่ถ้ำตุนหวง

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

พอก้าวเท้าลงจากรถไฟที่นั่งยาวมา 22 ชั่วโมงมาถึงตุนหวง อ่านเรื่อง นั่งรถไฟจากซีอานไปเมืองตุนหวง ฉันก็พบสาเหตุที่ทำให้รถไฟเข้าเทียบชานชาลากว่าเวลาที่แจ้งไว้ ทั้งที่ตลอดทางที่ผ่านมารถไฟเข้าเป๊ะตรงเวลาทุกสถานีจนกระทั่งที่นี่ ตอนแรกที่มองออกไปทางหน้าต่างรถไฟก็พอจะเห็นเค้าลางความลมแรงและพายุทราย เพียงแต่ไม่คิดว่านี่จะเป็นอุปสรรคในการเที่ยวครั้งนี้ของเรามากนัก จนกระทั่งเราต้องวิ่งหลบลมแรงขึ้นรถแท็กซี่ เหลาขู่คนขับรถแท็กซี่ที่เราเรียกให้ไปส่งที่โรงแรม แล้วคุยกันต่อว่าหลังจากส่งที่โรงแรมเรียบร้อย อาจจะให้พาไปที่ทะเลทรายหมิงซาซานต่อ เหลาขู่บอกว่าวันนี้อากาศไม่ดีลมพายุทรายแรงมาก หมิงซาซานจึงต้องปิดให้บริการ แต่เรายังสามารถไปเที่ยวถ้ำโม่เกา (Mogao Cave) ได้ คำตอบนี้ค่อยทำให้ใจชื้นขึ้น เพราะสาเหตุหลักที่ฉันมาตุนหวงคราวนี้ก็คือ ถ้ำโม่เกาหรือถ้ำพระพุทธรูปพันองค์

ส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม

ครั้งนี้เป็นแผนการเดินทางที่ฉันวางไว้อย่างเป็นขั้น เป็นตอน หลังจากที่มีโอกาสไปเยือนในหลายแห่งแล้วก็ต่างอ้างว่า นี่คือส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหม

“เส้นทางสายไหม” ดูเป็นคำกล่าวที่งดงาม เส้นทางสายดังกล่าวได้รู้มาบ้างว่าคือเส้นทางการค้าโบราณ ฉันจินตนาการไปถึงความงดงามของผ้าไหมสวยๆที่เดินทางข้ามทะเลทรายจากจีนไปยังยุโรป เพราะไปผสมผสานกับตำนานเรื่องเล่าของมาร์โคโปโล ผู้คนเดินทางคึกคัก ผ่านทะเลทราย ภูเขาสูง และโอเอซิสที่มีวัฒนธรรมต่างๆไประหว่างทาง แต่ในขณะเดียวกันก็ดูน่าหวาดหวั่นเมื่อเส้นทางสายนี้เป็นส่วนหนึ่งในเส้นทางการเดินทางของพระถังซำจั๋งยามเผชิญกับปีศาจร้าย เรื่องเล่า นิทาน ตำนาน ถูกผสมผสาน รวมกับคำบอกเล่าที่ได้อ่าน ได้ยินได้ฟังระหว่างการเดินทาง แล้วอะไรคือสิ่งที่เป็นจริงในเส้นทางสายไหม เส้นทางสายไหมคืออะไร ฉันอยากรู้ ถ้าเพียงแต่เราไม่ชอบการเดินทาง แค่การอ่านอาจจะเพียงพอให้คำตอบ แต่ในเมื่อฉันเองชอบการเดินทาง ฉันก็อยากจะรู้ด้วยตา ควบคู่ไปกับการอ่าน สีสันการเดินทางแห่งเส้นทางสายไหมของฉันคงสนุก ตื่นเต้นไม่น้อย

ว่ากันว่าถ้าคุณจะไปเยือนสถานที่บนเส้นทางสายไหมเพียงแห่งเดียว จงไปที่ตุนหวง

คำกล่าวนี้ทรงพลังเพียงพอที่จะทำให้ฉันต้องใส่ตุนหวง เป็นเมืองแรกในแผนการท่องเที่ยวเส้นทางสายไหม แต่เมื่อมาถึงตุนหวง ความหมายของเส้นทางสายไหมของฉันเปลี่ยนไปเป็นความอยากรู้ในเส้นทางการเดินทางไปมาของศาสนาพุทธและความเชื่อต่างๆมากขึ้น ของชนชาติกลุ่มต่างๆ บนเส้นทางสายไหม ยิ่งถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบดูหนังจีนแนวกำลังภายใน การได้อ่านและรู้จักเรื่องราวของเมืองต่างๆบนเส้นทางสายไหม จะทำให้การเดินทางสนุกมากยิ่งขึ้น

ค่าเข้าชมถ้ำโม่เกา

เหล่าขู่พาเราไปซื้อตั๋วเพื่อจองรอบเวลาเข้าชม เพราะถ้ำตุนหวงจำกัดคนเข้าชมในแต่ละวัน แต่ละรอบ ค่าเข้าชมราคา 258 หยวน แต่ถ้าช่วง low season ราคาจะถูกกว่านี้ ราคานี้รวมการชมวีดีโอ 2 รอบสั้นๆเกี่ยวกับประวัติเมืองตุนหวง และประวัติถ้ำโม่เกา หรือถ้ำพระพุทธรูปพันองค์

ชมหนังสั้นเกี่ยวกับประวัติเมืองตุนหวงและถ้ำโม่เกา

สำหรับจีนในยุคราชวงศ์ฮั่น ถือว่าตนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์กลางของโลก ทิศตะวันตกเป็นภูเขาสูง ทางเหนือเป็นทะเลทราย ส่วนทางใต้และตะวันออกคือมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ชนเผ่าต่างๆรอบๆที่ไม่ใช่ชาวจีนต่างเป็นพวกอนารยชน หรือคนป่า คนภูเขา ถึงอย่างไรชาวจีนก็ยังสู้รบกับบรรดาคนป่าเหล่านี้อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะชาวซ่งหนูที่อาศัยอยู่ในมองโกเลียปัจจุบันนี้ ในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสกาล กษัตริย์ฮั่นอู่ตี้ ส่งจางเชียนเป็นทูตคนแรกไปยังฝั่งตะวันตกของซีอานหรือฉางอานในยุคนั้น เพื่อเจรจาหาพันธมิตรมาสู้กับชาวซ่งหนู แต่เมื่อจางเชียนออกเดินทางก็ถูกพวกซ่งหนูจับตัวไปและถูกจับกุมไว้นาน 12 ปี แต่สุดท้ายก็หนึรอดออกมาได้ และเดินทางต่อไปยังเส้นทางด้านตะวันตกที่ตั้งใจจนถึงเมืองที่ปัจจุบันคืออัฟกานิสถาน หรือถ้าดูหนังจีนบ่อยๆ ก็มักจะเรียกว่า ดินแดนซีอวี้ จางเชียนได้สังเกตเห็นสินค้าจีนมีวางขายตามโอเอซิสระหว่างการเดินทาง และเมื่อกลับไปเขาได้รายงานเรื่องนี้ต่อกษัตริย์ เรื่องราวดังกล่าวถูกระบุว่าเป็นจุดกำเนิดของเส้นทางสายไหมได้เริ่มเมื่อจางเชียงเดินทางไป ทั้งที่จริงๆแล้วเขาออกเดินทางเพื่อทำหน้าที่ทางการทูตเพื่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ไม่ใช่เพื่อออกไปหาเส้นทางการค้า แต่การเดินทางของจางเชียนได้ทำให้อาณาจักรจีนรู้จักดินแดนทางตะวันตกมากขึ้น และมีโอกาสได้ติดต่อกับเมืองทางเอเชียกลาง เอเชียตะวันตกที่ไกลออกไป เชื่อมให้ดินแดนจีนเข้าสู่ดินแดนตะวันตก และถูกบันทึกไว้เป็นเส้นทางการค้าสายหนึ่ง

เรื่องราวในวีดีโอชุดที่ 2 เล่าเรื่องราวการบูรณะ และเรื่องราวของถ้ำโม่เกา ศิลปะภาพวาด รูปสลักพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นการผสมผสานศิลปะของหลายเชื้อชาติในดินแดนที่เหมือนรอยต่อของตะวันออกและตะวันตก ความรุ่งเรืองของพุทธศาสนาในดินแดนนี้ ในช่วงเวลาพันกว่าปี ที่กษัตริย์ผู้นำประเทศต่างก็นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก และนิยมสร้างวัดถ้ำเพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธในแผ่นดินจีน

ถ้ำโม่เกา (Mogao Cave)

จากนั้นมีรถบัสจากศูนย์รับส่งไปที่ถ้ำโม่เกาเพื่อไปดูของถ้ำจริงๆ ที่นี่เคยเป็นโอเอซิสขนาดเล็ก หน้าถ้ำมีลำธารไหลผ่าน แต่วันนี้แห้งเหือดอาจเพระมีพายุทรายที่กระหน่ำเมืองในวันที่เรามาถึง บริเวณหน้าถ้ำเรียงรายด้วยป็อปลาร์สีเขียว และต้นหลิว มีลานจอดรถกว้างขวาง และอาคารขนาดใหญ่ด้านหน้า เราเดินข้ามสะพานไปเห็นหมู่ถ้ำหินทรายซึ่งเรียงอย่างมีระเบียบ มีกำแพงและกุญแจล็อกทางเข้า ทางเดินคอนกรีตและบันไดเชื่อมถ้ำต่างสามารถเดินถึงกันอย่างมีระเบียบ การเข้าชมแบ่งเป็นกลุ่มๆ โดยมีเจ้าหน้าที่นำทาง ฉันมองไปรอบๆ ที่ไกลออกไปของถ้ำที่ถูกดูแลอย่างดี มันเป็นสถานที่เวิ้งว้าง และทะเลทรายแห้งแล้งยังโอบล้อม ก็ทำให้ฉันอยากจะนึกภาพที่เก่าแก่หากเราได้เดินทางมาถึงที่นี่ในยุคสมัยของพระเสวียนจ้าง หรือในวันที่ถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบเมื่อต้นศตวรรษ 1900

บริเวณด้านนอกพื้นที่ถ้ำโม่เกา ยังมองเห็นสภาพทะเลทราย และความแห้งแล้ง รวมทั้งสถูปเก่าที่ถูกทิ้งร้างไว้

ตามตั๋วของที่เราซื้อสามารถชมถ้ำได้ 5 ถ้ำ ซึ่งขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่จะพาไป ไกด์ถือกุญแจพวงใหญ่ในมือ แล้วเปิดให้เราเดินตามไปชมในถ้ำทีมีแสงสว่างเพียงพอให้เห็นรายละเอียด และเล่าประวัติเล็กๆน้อยในถ้ำให้ฟัง หมู่ถ้ำแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสศตวรรษที่ 4 โดยพระเล่อจุน (Le Zun) ที่เดินทางผ่านโอเอซิสเล็กแห่งนี้เพื่อพักระหว่างเดินทาง แต่ได้เกิดนิมิตว่าเห็นพระพุทธเจ้าปรากฎพระองค์ขึ้นต่อหน้า จึงได้แกะสลักสิ่งเคารพบูชาเพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกไว้ เรื่องเล่าการเกิดขึ้นของถ้ำนี้อาจจะมหัศจรรย์และเกินจริงเกินไป แต่หากท่านเล่อจุนได้มาเห็นสิ่งที่ได้เริ่มไว้ในอีกพันกว่าปีต่อมาอาจจะตื่นตะลึงยิ่งกว่า

เรื่องเล่าของท่านเล่อจุนขยายวงกว้างออกไป เขาหินทรายหมิงซาซาน กลายเป็นสถานที่ดึงดูดชาวพุทธเข้ามายังตุนหวง มีพระธุดงค์ใช้เป็นที่พัก และสวดมนต์นั่งสมาธิ จนใช้เป็นที่พักอาศัย ผู้มีศรัทธาต่างแข่งขันกันสร้างสถานที่บูชา ศาลเจ้า ภายในถ้ำให้สวยงาม โดยเชิญจิตรกร ช่างปั้น ช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงมาที่หมู่ถ้ำแห่งนี้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์นี้ถูกเรียกว่า Mogao ซึ่งแปลว่า None better หมู่ถ้ำแห่งนี้จึงกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวพุทธที่ใครๆอยากจะมาเยือน มีพระที่มีชื่อเสียงหลายท่านในอดีตเคยมายังสถานที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นท่านฟาเหียน ,พระกุมารชีพ ,พระเสวียนจ้าง (พระถังซำจั๋ง)

จากคนเดินทางต่อเนื่องไปยังชนชั้นสูงและกษัตริย์ได้ส่งคนมาก่อสร้างถ้ำแข่งขันกันเพื่อสร้างศรัทธาและความสวยงาม ให้ผู้คนเข้ามากราบไหว้บูชา แสดงถึงความเคารพนับถือในพุทธศาสนาที่รุ่งเรืองอย่างมากในประเทศจีน ตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ถึง ศตวรรษที่ 14 แม้จะผ่านการปกครองโดยหลายชนชาติทั้งจีน ทิเบต มองโกล ต่างก็มีความศรัทธาไม่แพ้กัน โดยเราสามารถเห็นได้ผ่านร่องรอยการก่อสร้าง และศิลปะภายในถ้ำ เช่นพระองค์ใหญ่ที่สร้างโดยพระนางบูเช็คเทียน รูปแบบศิลปะแบบทิเบตที่มีมันดาลา อันเป็นศิลปะขั้นสูงของทิเบต

ภาพวาดบนผนังและเพดานในถ้ำ แสดงให้เห็นถึงยุคสมัยของถ้ำที่ผ่านช่วงเวลาพันกว่าปี

ถ้ำยังแสดงให้เห็นถึงการเกิดดับ ความรุ่งเรืองและล่มสลายของยุคสมัยและความรุ่งเรืองของแผ่นดินจีน จนในที่สุดถ้ำถูกทิ้งร้างอย่างถาวรหลังเส้นทางการค้าแห่งนี้เสื่อมโทรมเพราะสงคราม ความยากลำบากในการเดินทางซึ่งช่วงราชวงศ์หมิงเปลี่ยนมาใช้การเดินทางทางทะเล การเข้ามาของศาสนาอิสลามสู่เมืองโอเอซิสตามทะเลทราย

โชคดีเรายังมีโอกาสได้เห็นสิ่งก่อสร้าง เอกสารที่แสดงถึงความเชื่อ ความศรัทธาในอดีต รายละเอียดบางอย่างถูกค้นพบที่นี่เช่นศาสนามาณีกิ เพราะเมื่อถ้ำถูกทิ้งร้าง ทะเลทรายทับถม ถ้ำถูกปิดไว้โดยไม่มีใครสนใจเป็นเวลาเกือบ 500 ปี จนได้มีผู้ค้นพบ และเฝ้าดูแลรักษา โดยพระนักบวชลัทธิเต๋าซึ่งเคยเป็นทหารชื่อหวังเย่ลู่ แต่ก็เพียงแค่เผ้าดูแล โดยไม่ทราบถึงความสำคัญของสิ่งที่มี รวมทั้งรัฐบาลยุคราชวงศ์ชิงก็ไม่สนใจสถานที่แห่งนี้มากนัก

ความสำคัญถูกเปิดเผยโดยนักโบราณคดีเชื้อสายฮังการีซึ่งได้ทุนจากรัฐบาลอังกฤษ ชื่อมาร์ค ออเรล สไตน์ ในยุคที่มีการค้นหาอดีตของแหล่งโบราณสถานทั่วโลก เช่นที่อียิปต์ ประเทศในทะเลทรายในตะวันออกกลาง แต่สไตน์สนใจการเชื่อมโยงวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียได้พบภาพวาดตามผนังถ้ำ รูปปั้น รูปแกะสลัก และเอกสารมากมายซึ่งอยู่ในถ้ำห้องสมุด (Library Cave) ได้เปิดเผยเรื่องราว ความเชื่อมโยงของวัฒนธรรม ภาษา การค้า และศาสนาต่างๆที่เกิดขึ้น รวมทั้งที่สูญหายไประหว่างกาลเวลาที่ผ่านมา เรื่องราวชีวิตถูกซ่อนอยู่ในคัมภีร์ เอกสารทางราชการ พระสูตร บทสวด แม้แต่กระดาษที่ถูกทิ้ง หรือใช้เป็นผ้าห่อศพ ที่ถูกซ่อนไว้ในถ้ำหมายเลข 17

ฉันเดินมาดูถ้ำห้องสมุดหมายเลข 17 ซึ่งอยู่ในถ้ำหมายเลข 16 อันเป็นห้องที่ฝังศพของพระหงเปี้ยน (เจ้าของถ้ำ) เป็นซอกเล็กๆ ที่ตอนนี้ถูกเปิดเผยจากการเคาะผนังถ้ำของหวังเย่ลู่ มันถูกขุดทะลุเป็นโพรงเล็กๆ เพื่อเข้าไปเอาเอกสารด้านในออกมาแล้ว อันที่จริงมันไม่มีอะไรมากนัก เพราะเอกสารสำคัญถูกย้ายไปอยู่ในพิพิทธิภัณฑ์ที่ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมันเกือบหมดแล้ว และถึงได้เห็นก็คงอ่านไม่ออกอยู่ดี แต่ความชอบการผจญภัย สนใจในประวัติศาสตร์ของสถานที่ที่ไป จึงตื่นเต้นกับช่องลับแห่งนี้ไม่น้อย เพราะที่แห่งนี้ได้ซุกซ่อนอดีตไว้ได้เนิ่นนานหลายร้อยปี จนมีผู้มาค้นพบ และประติดประต่อเรื่องราว ความเป็นมาให้เราได้เข้าใจวิถีชีวิต ความเชื่อ ความเป็นอยู่ของคนในอดีต เวลาที่เราได้พบร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองในอดีตแม้วันนี้จะเหลือเพียงเศษเล็กน้อยที่เราเห็น แต่นั่นกลับทำให้ฉันรู้สึกมีความนับถือพวกเขาที่ได้ก่อร่างสร้างตน พยายามสร้างแนวคิด ความเชื่อ รวมทั้งต่อสู้เพื่อมีชีวิตที่ดีแม้ธรรมชาติและศัตรูจะโหดร้าย เรื่องราวอดีตทำให้มีความหวัง และอยากใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้นแบบที่พวกเขาได้เริ่มต้นไว้ เพราะเรามีต้นทุนที่ดีกว่า รวมทั้งสามารถเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต เพื่อลดความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้น และการเดินหน้าสู่อนาคตที่ดีได้

หมู่ถ้ำเคยรุ่งเรือง เคยผ่านการเดินทางของคนสำคัญต่างๆ พระเสวียนจ้างมาถึงหมู่ถ้ำแห่งนี้ ได้คัดลอกเอกสารพระสูตร พระไตรปิฎกที่นำมาจากอินเดีย และทิ้งบางส่วนที่สำคัญไว้ที่นี่ พระไตรปิฎกที่เก่าที่สุดถูกค้นพบที่แห่งนี้ มิฉะนั้นอาจจะไม่มีเหลือมาเลย เพราะบทสวด คำสอน พระไตรปิฎกต่างๆถูกทำลายไปอย่างสิิ้นเชิงในอินเดียเมื่อสถานที่สำคัญของพุทธศาสนาเช่นนาลันทาถูกเผา เพราะเหตุสงคราม การเข้ามาของศาสนาอิสลาม รวมถึงการถูกรวมและลดความสำคัญของศาสนาพุทธในกลุ่มที่นับถือศาสนาฮินดู

การค้นพบของสไตน์ที่ตุนหวง ทำให้เขาได้รับตำแหน่งอัศวิน แต่ได้รับชื่อเสียว่าเป็นขโมยในประเทศจีน การค้นพบและการเก็บรักษาของเขาทำให้ฉันจินตนาการได้ถึงช่วงเวลาที่ผ่านมาของผู้คนเมื่อ 2 พันกว่าปีที่ผ่านมา ดีกว่าการยืนดูซากปรักหักพังที่ไม่รู้จะเข้าใจได้อย่างไร และยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจต่อสถานที่ต่างๆ ที่อยากไปพบเห็น รวมทั้งย้อนหลังกลับไปดูเรื่องราวของพระพุทธรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรกในคันธาระ ซึ่งเก็บไว้ที่เมืองตักศิลาที่ฉันเคยไป การค้นพบและการอ่าน ทำให้รู้สึกว่าทุกเรื่องราวแม้จะผ่านไปแล้วก็น่าสนใจ และควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม อย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าเรามีรากและที่มาอย่างไร

นักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและต่างชาติจำนวนมากสนใจไปชมถ้ำประวัติศาสตร์แห่งนี้กันมาก

น่าเสียดายที่เรามาถึงตุนหวงในวันที่อากาศไม่เป็นใจ เราจึงไม่ได้ออกไปพบเจอหน้าผู้คนในเมืองตุนหวง นอกจากร้านค้า ขายของใกล้ๆ ผ่านซีอานที่ตลาดมุสลิมฉันได้เจอกับชาวจีนที่คลุมผมแบบมุสลิม คนขายของ ขายอาหารชาวมุสลิม รวมทั้งเจ้าของบ้านที่เป็นมุสลิมใจดีแต่หน้าตาจี๊น จีน เมื่อเดินทางบนรถไฟมุ่งหน้าสู่ตุนหวง คนบนรถไฟส่วนใหญ่ก็ยังมีหน้าตาแบบคนจีนที่เราคุ้นเคย แต่ฉันเชื่อว่าหลายคนนั้นเป็นมุสลิม เช่นเดียวกับที่ตุนหวง ลักษณะหน้าตายังไม่ออกไปทางแขกขาวมากนัก ในอดีตตุนหวงเป็นแหล่งรวมหลายเชื้อชาติ เป็นทางผ่านจุดแวะพัก หลังจากนักเดินทางผ่านทะเลทรายทาคลิมาคัน เพื่อเดินทางต่อไปยังเมืองหลวงฉางอานของจีน จึงมีชนชาติต่างๆที่ผ่านไปมาบนเส้นทางสายนี้เช่นชาวเติร์ก ชาวซ็อกเดีย ชาวอาหรับ ชาวคันธาระ ชาวอินเดีย และเคยถูกปกครองด้วยจีน ทิเบตและมองโกล ฉันรู้สึกว่าพวกเขายังไม่ถือว่าเป็นแขกขาวชาวเติร์กแบบอุยกุร์ หรือซินเกียงเท่าไหร่นัก คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ที่นี่เลยเหมือนเมืองครึ่งๆกลางๆความผสมผสานสู่โลกทะเลทรายด้านตะวันตกและเมืองใหญ่ฉางอันด้านตะวันออก ทุกอย่างคงค่อยๆเปลี่ยนไป จนครั้งหน้าถ้าเราเข้าถึงอุยกูร์คงได้พบกับชาวเติร์กแบบเต็มๆ นี่แหละที่ฉันว่าเป็นเสน่ห์แห่งการค่อยๆเดินทางตามที่ฉันหวัง

ภาพวาดในถ้ำที่ถ่ายมาจากโปสการ์ด

อดีต และปัจจุบันเท่าที่เห็นของตุนหวง

ข้อมูล

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: