ตอนที่ 3 : ชิมน้ำซีบัคธอร์น จากผลเบอรี่ป่าอาหารนก

4 เมษายน 2017
เดินเทรคจาก Chame – Lower Pisang (3240 m.)

Annapurna Circuit trekking เป็นเส้นทางเทรคที่มีลักษณะเป็นทีเฮ้าส์เทรคกิ้ง (Tea house trekking) เพราะมีทีเฮ้าส์ซึ่งเป็นที่พักให้บริการแทบทุกหมู่บ้านที่นักท่องเที่ยวเดินทางผ่าน ห้องพักส่วนใหญ่ทำด้วยไม้อัด มีหน้าต่าง ผ้าม่าน ช่วยให้ความอบอุ่นจากอากาศหนาวในตอนกลางคืน ภายในห้องพักมีเตียงไม้ 2 เตียง ที่พักจัดเตรียมเครื่องนอนรวมทั้งผ้าห่มหนาให้ แต่แนะนำให้นำถุงนอนติดตัวไปด้วยเนื่องจากยิ่งสูงอากาศยิ่งเย็น ความอบอุ่นจากผ้าห่มอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และที่สำคัญคือความสะอาด และกลิ่นจากเครื่องนอนของที่พักที่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยสะอาด ห้องน้ำ ห้องส้วมอยู่ด้านนอกเพื่อใช้ร่วมกัน ที่พักจะไม่รับจองล่วงหน้า ให้บริการแบบใครมาถึงก่อนได้เลือกก่อน

ช่วงไฮซีซั่นฤดูกาลท่องเที่ยวหากที่พักเต็ม อาจได้เห็นภาพไกด์ ลูกหาบมานอนรวมกันในห้องอาหาร เจ้าของที่พักพยายามจัดหาห้องพักเพื่อแบ่งสรรกับลูกค้า เพื่อที่จะได้รายได้หลักซึ่งมาจากค่าอาหารที่ลูกค้าต้องมาใช้บริการมากกว่าค่าห้องพักซึ่งราคาไม่แพงประมาณ 100-200 NRP ตามที่ท้องถิ่นร่วมกันกำหนดราคาห้องพัก ที่พักบางแห่งถึงกับติดป้ายมีค่าปรับในกรณีที่ไม่ทานอาหารในทีเฮ้าส์ด้วย

ทีเฮ้าส์ยังมีบริการเพิ่มเติมเช่นน้ำอุ่นสำหรับอาบน้ำ ,ค่าชาร์จไฟ , ค่าอินเตอร์เน็ตไวไฟ แน่นอนว่ารายจ่ายทุกอย่างยิ่งสูงขึ้นก็ยิ่งแพง

ร้านอาหารจะจุดฟืนสำหรับผิงไฟในตอนเย็นเป็นที่รวมตัวพบปะพูดคุย สอบถามเส้นทางในหมู่นักท่องเที่ยว ไกด์ ลูกหาบ ทั้งยังได้จิบชา ยืดแข้งขา เหยียดเท้าสบาย เป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายหลังจากการสิ้นสุดวันที่แสนเหนื่อย

…..

เช้านี้ไฟฟ้ายังดับคงเหมือนเมื่อวาน มีไฟฟ้าหรือไม่มีดูจะไม่ใช่สาระสำคัญของชีวิตบนภูเขาที่อากาศเย็นสบาย ภายในทีเฮ้าส์อึมครึมมืดสลัว อาหารเช้าที่เราสั่งไว้เมื่อคืนถูกตระเตรียมเมื่อแสงเช้าจากภายนอกค่อยๆ เล็ดลอดส่องเข้ามาให้ความสว่าง ฉันหยิบแจ็คเก็ตมาสวมเพื่อออกไปเดินเล่นระหว่างรออาหาร กำแพงมณีและกงล้อมนตรา (Mani Wall) อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้านที่เหมือนจะเป็นจุดศูนย์รวมของหมู่บ้านฌาเม่ (Chame) เวลานี้อาจจะยังเช้าเกินไปจึงเห็นผู้คนบางตา กับเด็กชายกำลังนั่งหน้าเมื่อยอมแปรงสีฟันอยู่บนกำแพงไม้ แต่ควันจากปล่องไฟที่ลอยออกมาจากบ้านที่สร้างด้วยกำแพงหินผ่านแสงยามเช้าบอกได้ว่าชีวิตในหมู่บ้านที่สงบเงียบงันนี้กำลังเริ่มต้นขึ้นอีกวันอย่างช้าๆ เนิบนาบ

ฉันข้ามลำธารเล็กๆ เป็นเส้นทางออกจากหมู่บ้านฌาเม่ ฉันเห็นตู้กดน้ำดื่มที่เขียนว่า Safe drinking water station เป็นตู้กดน้ำที่น่าจะผ่านการกรองแล้ว ด้วยการคมนาคมที่สะดวกขึ้นจึงสามารถหาซื้อน้ำดื่มแบบขวด น้ำอัดลม เบียร์ ได้ตามร้านอาหาร ร้านค้าซึ่งมีตลอดเส้นทาง แต่เช่นเดียวกับราคาอาหาร ซึ่งแปรผันไปตามความสูงและความไกล นักท่องเที่ยวบางคนจึงพกเครื่องกรองน้ำแบบพกพา สำหรับกรองน้ำดื่มที่ตักจากลำธารน้ำใสๆ ระหว่างทาง หรือกรองน้ำอีกครั้งจากตู้กดน้ำดื่มนี้ ซึ่งจะทำให้ประหยัดกว่าซื้อน้ำดื่มแบบขวดจากร้านค้า

ร้านค้าเล็กๆ เรียงรายขายสินค้าของใช้ทั่วไป ยังมีร้านหนังสือไปจนถึงอุปกรณ์เทรคกิ้งทั้งแบบงานถักท้องถิ่น และแบบทันสมัยซึ่งดูจากสภาพส่วนใหญ่น่าจะเป็นสินค้ามือสองสำหรับนักท่องเที่ยวด้วย เมื่อพ้นจากหมู่บ้านพบกับทางเดินริมหน้าผาสูง เส้นทางเดินยังใช้ร่วมเป็นเส้นทางถนนต่อไปแต่จำนวนรถก็ห่างขึ้นจนฉันไม่รู้สึกว่าถูกคุกคามจากเสียแตรจากรถที่ห้อตะบึงเร่งเครื่องเมื่อต้องผ่านทางขรุขระเนินชัน หรือฉันอาจชินกับความผสมปนเปมากขึ้นแล้วก็เป็นได้

กลาเซียร์ (Glacier) เล็กๆ ริมทางสร้างความตื่นเต้นให้ฉัน ไกด์บอกว่าหน้าหนาวหิมะตกหนักหมู่บ้านเต็มไปด้วยหิมะ และน้ำแข็งที่เราเห็นนี้ยังละลายไม่หมดจากฤดูกาลที่ผ่านมา คนที่มาจากเมืองร้อนแบบฉันพยายามนึกภาพหมู่บ้านที่ตอนนี้อากาศกำลังอบอุ่นเย็นสบาย แต่เต็มไปด้วยหิมะขาวปกคลุม หันไปมองหน้าเด็กเล็กๆ ที่วิ่งเล่นโบกมือให้พวกเรา ธรรมชาติสร้างความแข็งแกร่งในตัวมนุษย์เพื่ออยู่กับอากาศที่เปลี่ยนแปลงต่างกันมากๆ ในชั่วเวลาไม่กี่เดือน หน้าผาสูง ลำธาร แม่น้ำ และยอดหิมะไกลๆ หลังหมอกแดด วิวธรรมชาติเริ่มเผยความยิ่งใหญ่ การเดินในช่วงแรกของวันนี้มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะสดใสท่ามกลางแดดอุ่น

“บริเวณนี้เป็นสวนแอปเปิลที่คนจากที่อื่นเข้ามาลงทุน”

ไกด์ซานโต๊ส ไกด์ที่ฉันคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่เขามานำทริปเดินเทรคให้กับฉัน หลังจากครั้งแรกในการเดินเส้นทาง ABC ทริปที่ทำให้ฉันได้สัมผัสการเดินเทรคจริงจังเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อปี 2014 เขาจะคอยเดินบอกโน่นนี่ตลอดทาง โดยที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากถาม

แต่เวลานี้ไม่มีผลแอปเปิลให้เราเห็น นอกจากไม้ที่ปักไว้เป็นแนวสำหรับต้นแอปเปิล สวนถูกล้อมไว้ด้วยรั้วไม้เพื่อความเป็นสัดส่วน และป้องกันคนบุกรุก สำหรับฉันการเข้ามาของสวนแอปเปิล ก็ไม่ต่างกับการเข้ามาของถนน เป็นหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตสู่คนท้องถิ่น หากสวนแอปเปิลได้ผลดี บรรยากาศบริเวณนี้ก็คงเปลี่ยนจากป่าสน ป่าธรรมชาติ ต้นไม้ใหญ่ไปอีกครั้งหลังการเข้ามาของผู้คนเพื่อหักร้างถางพงทำไร่นาข้าว ปลูกมันฝรั่ง ไปจนถึงการทำทีเฮ้าส์เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเมื่อ 20 กว่าปีมานี้

วันนี้ไม่มีแอปเปิลให้ชิม แต่ได้ชิมน้ำซีบัคธอร์น (Sea buckthorn Juice) จากทีเฮ้าส์ที่เราแวะนั่งพักเหนื่อย น้ำผลไม้นี้คั้นจากผลเบอรี่ป่าที่พบในป่าเขตภูเขาสูง แต่เดิมผลเบอรี่สีส้มซึ่งพบตามริมแม่น้ำ เป็นเพียงอาหารนกตามธรรมชาติ จนกระทั่งกระแสนิยมน้ำเพื่อสุขภาพและพบว่าน้ำจากผลเบอรี่นี้ อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย น้ำซีบัคธอร์นก็เลยเป็นกระแสนิยมที่นักท่องเที่ยวผ่านมามักจะนิยมมาลิ้มรสน้ำเบอรี่คั้นจากธรรมชาติถึงถิ่น รสชาตหวานเปรี้ยวผสมความฝาด บางคนก็ชอบ แต่สำหรับฉันแก้วเดียวก็พอแล้วเพราะไม่ค่อยถูกกับบรรดาผลไม้สักเท่าไหร่

ทางเดินพาไปสู่ที่สูง ชัน ซิกแซก ฉันเดินลัด ตัดเส้นทางเดิน ปีนป่ายเนินสูงเพื่อขึ้นไปสู่จุดหมายให้เร็วขึ้น จนมาพบกับหน้าผาหินขนาดใหญ่ ไกด์รีบวิ่งมาบอกให้ระวังหินหล่นลงมาจากหน้าผาหินตรงหน้า หน้าผาหินที่โค้งพาอุงดา ดันดา (Paungda Danda) บนยอดบางส่วนมีหิมะสีขาวปกคลุมอยู่ด้านบนมีความสูงจากริมแม่น้ำ 1500 ม. ชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นประตูสวรรค์ที่วิญญาณของผู้ตายจะเดินไปตามเส้นทางนี้เพื่อไปสู่สวรรค์ เรียกว่า สวาร์กา ดวาร์ (Swarga Dwar) ขณะที่มองย้อนขึ้นไป ฉันยังได้เห็นอันนาปุรณะ 2 (Annapurna II) และ ลัมจุง หิมาล (Lamjung Himal) ตระหง่านอยู่ด้านหลังของเรา

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่หมู่บ้านดูห์กูร์ โพคาริ (Dhukur Pokhari) มีวิวของสวาร์การ ดวาร์อยู่เบื้องหลัง เป็นอีกวันที่ได้ทานอาหารพร้อมวิวสวยๆ ช่วยทำให้เจริญอาหารมากขึ้นหน่อย เพราะเมนูอาหารที่ซ้ำกันทุกร้านจนน่าเบื่อ

ระหว่างทานอาหารไกด์มาบอกว่าเย็นนี้เราจะเข้าพักที่ ปิซางล่าง (Lower Pisang) เพราะเส้นทางเดินขึ้นไปปิซางบน (Upper Pisang) ในช่วงบ่ายลมค่อนข้างแรงและระยะทางหลังจากนี้จะเป็นทางเดินขึ้นชัน และหนทางยังอีกไกลมาก ซึ่งหากเรายืนยันจะไปให้ถึงปิซางบน ตามแผนเดิมนั้นจะเหนื่อยมากและอาจจะไปถึงที่พักเย็นเกินไป

เส้นทางเดินยังลัดเลาะอยู่ในป่าที่ร่มรื่นมีต้นไม้ช่วยบดบังแสงแดดแรง ฉันรู้สึกว่าสามารถเดินไปได้เรื่อยๆ แม้จะต้องพบการทางซิกแซกที่เป็นเนินชันให้ต้องต่อสู้อย่างไม่ลดละ เพราะได้เติมพลังมาเต็มที่หลังจากทานอาหารกลางวัน

เรามาถึงที่พักในหมู่บ้านปิซังล่าง ประมาณ 4 โมงเย็น มีที่พักหลายแห่งให้เราเดินเลือก การแข่งขันกันสูงทำให้ที่พักแถมบริการน้ำอุ่นฟรี และยังมีห้องนอนที่มีห้องน้ำในตัวให้เราเลือกใช้บริการ ที่นี่อยู่บนความสูงประมาณ 3240 เมตร ซึ่งความสูงที่สามพันกว่าๆ เป็นความสูงที่บางคนอาจจะมีปัญหาเรื่องอาการแพ้ที่สูง หรือ AMS กันแล้ว แต่พวกเราทุกคนยังสบายดี ไม่มีอาการอื่นใด นอกจากพูดคุยกันมากขึ้น สนิทสนมกันมากขึ้น และหัวเราะกันมากขึ้น

[ระยะทาง 12.62 กม. ใช้เวลา 6.58 ชม.รวมเวลาพัก]

ตอนที่แล้ว | ตอนต่อไป

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.