Lunar Travel WorldA Legend of Travel

เดินทางข้ามความแตกต่างบนเส้นทางถนนระหว่างประเทศที่สูงที่สุดในโลก Khunjerab Pass

Home » Blog » Asia » Pakistan » เดินทางข้ามความแตกต่างบนเส้นทางถนนระหว่างประเทศที่สูงที่สุดในโลก Khunjerab Pass

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าที่เมืองซอสท์ (Sost) ทำให้ฉันรู้สึกสดชื่นรับวันใหม่ด้วยความสดใส เตรียมตัวอย่างเบิกบานเพื่อจะได้พบกับแปลกใหม่ที่รออยู่ข้างหน้า วันนี้เราจะได้ข้ามไปเที่ยวอีกประเทศหนึ่งที่อยู่อีกฟากของทางหลวงคาราโครัม แม้จะเคยไปเที่ยวประเทศจีนมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว แต่การได้เข้าประเทศจีนด้วยการนั่งรถจากประเทศที่มีวัฒนธรรม ประเพณี และภูมิประเทศที่ต่างกันสร้างความรู้สึกพิเศษให้กับฉันเป็นอย่างมาก ปากีสถานเป็นประเทศแขกมุสลิม ตาโต คมขำ ขณะที่จีนเป็นประเทศที่มีปรัชญาความเชื่อแบบพุทธ ผู้คนผิวขาว ตาตี่เล็ก ฉันสงสัยและตั้งคำถามว่าเทือกเขาสูงที่เราจะข้ามผ่าน เส้นแบ่งชายแดนสมมตินั้นมีผลมากมายขนาดนั้นเชียวหรือ

แม้จะไม่ได้เดินด้วยเท้า แต่การนั่งรถไปอย่างช้าๆ ภาพที่เปลี่ยนไประหว่างทางก็คงทำให้ฉันได้พบคำตอบมากขึ้นกว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันหากเดินทางข้ามประเทศด้วยเครื่องบิน หรือความรู้จากหน้าหนังสือ คำบอกเล่า เมื่อได้มามองดูด้วยตา สัมผัสด้วยตัวเองนอกเหนือจากวิวสวยสองข้างทางที่วันนี้ต้องได้ดื่มด่ำอย่างจุใจแน่นอน เพราะอากาศดี ปลอดโปร่ง ท้องฟ้าแจ่มใสเหลือเกิน

ซอสท์ (Sost) เป็นเมืองชายแดนสุดท้ายของปากีสถานบนทางหลวงคาราโครัม ที่นี่จึงมีจุดผ่านแดนที่เราจะไปจัดการเรื่องการข้ามแดน ซึ่งด่านออกนั้นอยู่ตรงข้ามที่พักของเราเท่านั้นเอง เวลา 9 โมงเช้าพวกเราแบกสัมภาระทั้งหมดไปรอให้อัลตาฟ ไกด์ของเราเป็นคนจัดการดำเนินเรื่อง โดยพวกเราทุกคนต่างทำวีซ่าจีนแบบ Multiple มาเรียบร้อยแล้วจากเมืองไทย ที่เหลือเป็นหน้าที่ของอัลตาฟที่จัดการทุกอย่างด้วยความคล่องแคล่วตรงหน้าด่าน ดำเนินการให้เราสะดวกราบรื่นแบบไม่มีที่ติ กลุ่มเราได้แซงคิวทุกคนที่มายืนรอ จากนั้นไปขึ้นรถตู้ที่จอดรอรับส่งผู้โดยสารระหว่างเส้นทางข้ามชายแดนซึ่งภายในรถมีเฉพาะกลุ่มของพวกเราเท่านั้น

เวลา 10 โมงเช้ารถของพวกเราก็เดินทางออกจากด่านเมืองสุดท้ายของปากีสถาน แต่ทางผ่านชายแดนนี้ยังต้องใช้เวลาเดินทางอีก 3 ชั่วโมงจึงจะเข้าถึงแผ่นดินที่เป็นของประเทศจีน เส้นทางลัดเลาะไปบนเขาสูงชันจากความสูง 2800 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลที่เมืองซอสท์เพื่อข้ามช่องเขาคุณจีราบ (Khunjerab Pass) มีความสูง 4700 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ในส่วนของเส้นทางฝั่งปากีสถานนี้อยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติช่องเขาคุนจีราบ(Khunjerab Pass and National Park) อุทยานนี้เป็นเขตอนุรักษ์สัตว์หายากโดยเฉพาะเป็นถิ่นของ Snow leopard, Marco Polo sheep, และ Himalayan Ibex คนขับรถแวะจอดรถที่หน้าที่ทำการอุทยาน แล้วบอกให้เข้าไปจ่ายเงินค่าผ่านอุทยาน ซึ่งเป็นหน้าที่ของอัลตาฟเข้าไปจัดการให้พวกเรา เราพบว่าถนนบางส่วนมีเจ้าหน้าที่กำลังซ่อมทางที่เสียหายจากภัยธรรมชาติ แต่โดยส่วนใหญ่ถือว่าถนนมีสภาพที่ดี เราตื่นเต้นกับระหว่างทางซึ่งผ่านโตรกผา หุบเขา ทะเลสาบ เทือกเขาที่สูงใหญ่ขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมาโอบล้อมรอบตัวเรา ยิ่งเส้นทางสูงขึ้นเราก็พบกับเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมหนา เส้นทางถนนนี้โอบล้อมด้วยเทือกเขาคาราโครัม ฮินดูกูช คุนหลุน หิมาลัยและปามีร์ อันเป็นกลุ่มเทือกเขาสูงระดับต้นๆของโลก เราจึงเหมือนเดินทางอยู่บนหลังคาโลกด้วยความสะดวกสบายของถนนที่สร้างอย่างยากลำบากบนความสูงที่แม้แต่พวกเรายังต้องคอยระวังตัวเองให้ดื่มน้ำมากๆ เคลื่อนไหวตัวเองน้อยๆ ก่อนจะมีอาการแพ้ความสูงให้วิงเวียนศีรษะ หมดสนุกไปซะก่อน ในส่วนของการสร้างเส้นทางนี้เป็นความร่วมมือของจีนและปากีสถาน โดยจีนซึ่งทุนหนากว่า และกำลังหว่านความช่วยเหลือเพื่อสร้างความสัมพันธ์และประโยชน์ในการค้าระหว่างประเทศรับผิดชอบตัดถนนสายคาราโครัมจากเมืองคัชการ์ถึงกุลมิต ส่วนปากีสถานรับผิดชอบจากเมืองกุลมิตถึงเมืองราวัลพินดี

เส้นทางคาราโครัม เป็นเส้นทางเชื่อมปากีสถานกับจีนสายใหม่ โดยสมัยโบราณทางเชื่อมระหว่างสองประเทศจะใช้เส้นทางช่องเขามินทากา (Mintaka Pass) และ ช่องเขากิลิก (Kilik Pass) ซึ่งทั้งสองช่องเขาอยู่ห่างกันประมาณ 30 กม. เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักที่สั้นที่สุดที่ข้ามจากแอ่งทาริม (Tarim Basin) สู่อินเดียเหนือ และเดินทางอีกประมาณ 70 กม. ก็จะถึงเมืองทัชเคอร์กัน (Tashkurgan) สมัยก่อนการเดินทางด้วยเส้นทางนี้เต็มไปด้วยอันตราย โดยเดินทางด้วยเท้า และใช้สัตว์หรือแรงงานในการขนของ ในครั้งแรกปากีสถานเสนอให้ปรับปรุงเส้นทางช่องเขามินทากาเป็นการเชื่อมเส้นทางระหว่างปากีสถานและจีน แต่จีนมองว่าเส้นทางดังกล่าวมีความอ่อนไหว หากถูกโจมตีทางอากาศ และอยู่ใกล้กับประเทศอัฟกานิสถาน จึงเสนอให้ใช้เส้นทางข้ามเทือกเขาคาราโครัมโดยผ่านช่องเขาคุณจีราบ (Khunjerab Pass) ซึ่งมีความชัน และสูงกว่านี้แทน

ความสนุกสนานตื่นเต้นกับการเดินทางตลอด 3 ชั่วโมงมาสะดุดหยุดลงเมื่อมาถึงจุดบรรจบระหว่างดินแดนปากีสถาน และจีน ตรงประตูใหญ่ที่กั้นระหว่างสองประเทศ ฉันพบรอยต่อของสองประเทศอันแตกต่างอย่างที่เคยสงสัย บนช่องเขาความสูง 4700 เมตร เมื่อรถจอดหน้าที่ทำการเล็กๆหลังประตูใหญ่ เจ้าหน้าหนุ่มจีนหน้าตี๋ สีหน้าเข้มขรึม ไร้รอยยิ้ม เดินขึ้นมาตรวจบนรถอย่างเข้มงวด เราไม่ได้รับอนุญาติให้ลงจากรถเพื่อไปยืดเส้นยืดสาย คำพูดที่เจ้าหน้าที่บอกกับเราคือ “รอ” และ “ไม่” คนขับรถเป็นเพียงคนเดียวที่ลงจากรถไปนั่งรอด้านนอกได้ อัลตาฟที่คอยบริการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับเรา กลายเป็นใบ้แน่นิ่ง ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านั่งรออยู่บนรถกับพวกเรา

ระหว่างทางจาก Sost ถึงชายแดน Khunjerab Pass
ระหว่างทางจาก Sost ถึงชายแดน Khunjerab Pass
เทือกเขาที่สูงใหญ่ขึ้นกว่าทุกวันที่ผ่านมาโอบล้อมรอบตัวเรา ยิ่งเส้นทางสูงขึ้นเราก็พบกับเทือกเขาที่มีหิมะปกคลุมหนา
ประตูรอยต่อระหว่างปากีสถาน – จีน ข้ามช่องเขาคุณจีราบ

เรานั่งรออยู่บนรถตั้งแต่เที่ยงกว่าจนบ่ายสาม ระหว่างนั้นมีกลุ่มคนจีนที่นั่งรถออกจากจีนเพื่อเข้าปากีสถาน ต้องแวะมาตรวจผ่านด่านที่นี่ แต่พวกเขากลับได้รับอนุญาติให้ออกมาเดินรอ ถ่ายรูป สูบบุหรี่ ยืดเส้นสายนอกรถ เขาเดินมาวนรอบรถเรา ทำท่ายกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปพวกเราซึ่งถูกขังนั่งอยู่บนรถ จนพวกเราต้องร้องโวยวายไม่อนุญาติให้ถ่ายรูป พวกคนจีนเหล่านั้นจึงเดินออกไป พวกเขาใช้เวลาไม่นานนักก็สามารถเดินทางต่อขณะที่พวกเรายังต้องรอต่อไปจนในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็เดินขึ้นมาตามพวกเราให้ขนกระเป๋าลงไปในที่ทำการเพื่อสแกน และตรวจสัมภาระอย่างละเอียด ก่อนจะส่งให้พวกเรากลับมาขึ้นรถอีกครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ชาวจีนนั่งรถมากับเราด้วยหนึ่งคน

รถตู้พาเราเดินทางต่อเข้าสู่แผ่นดินของประเทศจีน จากที่สูงบนภูเขา รถวิ่งลงสู่ดินแดนที่ความสูงลดต่ำลงมา เราค่อยๆทิ้งเทือกเขาหิมะสูงใหญ่ไว้เบื้องหลัง สู่พื้นที่ราบด้านหลังเทือกเขามีสภาพแห้งแล้งกว่าฝั่งปากีสถาน เทือกเขาใกล้ๆเรา ที่เรียงรายระหว่างทางเป็นเทือกเขาดินแดง หากแต่ในพื้นที่ราบยังเป็นทุ่งหญ้าเขียว ไม่ค่อยได้เห็นหมู่บ้านระหว่างทางเพราะรอยต่อระหว่างประเทศมีเฉพาะครอบครัวเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับอนุญาติ ฉันเห็นชาวบ้านเลี้ยงแกะ แพะ อยู่บนทุ่งหญ้า มีบ้านหลังเล็กในทุ่งหญ้าริมทาง ภาพวิถีชีวิตที่ฉันเห็นระหว่างทางแตกต่างจากอีกฟากของเทือกเขาที่ผ่านมาในความรู้สึกของฉัน บางทีอาจเป็นแค่ความแตกต่างของชีวิตคนบนเทือกเขาสูง และชีวิตของคนบนพื้นที่ราบ แต่การเดินทางผ่านสองประเทศ ทำให้ฉันพยายามมองหาความเปลี่ยนผ่านของวิถีชีวิต และนั่งมองอย่างสนใจขณะที่รถแล่นไปบนถนนกว้างใหญ่กว่าในทางฝั่งจีนแม้จะเป็นเส้นทางคาราโครัมไฮเวย์เช่นเดียวกัน

กลิ่นอายของเจ้าหน้าที่ที่นั่งรถคุมมาข้างหน้า และความเข้มงวดที่เราเพิ่งได้สัมผัส ทำให้เราค่อนข้างสงบเสงี่ยมไม่กล้าจะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เพราะไม่แน่ใจว่าบริเวณไหนจะเป็นเขตห้ามถ่ายรูปบ้าง จนกระทั่งเข้าใกล้เขตเมืองทัชเคอร์กัน (Tashkurgan) ก็มีน้องช่างภาพหยิบกล้องขึ้นมาเริ่มถ่ายรูป ซึ่งเจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร ฉันนั้นเพียงนั่งมองสองข้างทางไปเรื่อยๆจนเข้าสู่เขตชุมชนที่คับคั่ง เทือกเขาหิมะสูงใหญ่กลายเป็นฉากหลังที่ไกลโพ้นอยู่ด้านหลังสุดของเทือกเขาดินสีน้ำตาลอมแดง เกือบห้าโมงเย็นรถตู้เลี้ยวพาเราผ่านประตูซึ่งมีอาคารขนาดใหญ่ตั้งอยู่ เมื่อรถจอดก็มีเจ้าหน้าที่มาคอยคุมแล้วต้อนให้พวกเราเข้ามาในอาคารเพื่อทำพิธีการผ่านแดนเข้าสู่ประเทศจีน จริงๆซะที

หลังผ่านช่องเขาคุณจีราบ สู่พืนที่ราบฝั่งจีน
มีชาวบ้านเลี้ยงสัตว์อยู่ระหว่างทางก่อนถึงทัชเคอร์กัน

พวกเขาแยกกลุ่มหญิง ชายไปคนละทาง ฝ่ายผู้หญิงต้องถูกส่งเข้าห้องตรวจทีละคน ฉันโดนตรวจอย่างละเอียดโดยเจ้าหน้าที่ลูบคลำหน้าอก บอกให้ถลกกางเกงลงแล้วลูบคลำต่อไปจนถึงพุง ราวกับจะเช็คว่ามีอะไรถูกซ่อนฝังในท้อง จากนั้นให้ถอดรองเท้าออกตรวจเช็คทุกส่วนอย่างละเอียด ฉันเดินออกจากห้องราวกับว่าไปเสียตัวมา ฟังหนุ่มๆในกลุ่มพูดถึงการตรวจว่าถูกตรวจธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ ฉันสงสัยจริงๆว่าชายแดนปากีสถานนี้ผู้ก่อการร้ายส่วนใหญ่คงเป็นผู้หญิงมากกว่ารึไง ถึงตรวจแบบไม่ปราณีกันเลย จากนั้นเดินไปต่อคิวเพื่อประทับตราด่านสุดท้าย ต่อคิวกันอีกพักใหญ่จึงได้ตราประทับให้เดินตัวปลิวเข้าสู่ประเทศจีนอย่างแท้จริงได้ในที่สุด ซึ่งสิ่งแรกที่พวกเราทุกคนรีบวิ่งไปหาก็คือ “ห้องน้ำ” เพราะครั้งสุดท้ายที่พวกเราได้เข้าห้องน้ำก็คือบริเวณชายแดนคุณจีราบ ฝั่งปากีสถาน หลังจากนั้นขอเข้าห้องน้ำ ขอแวะที่ไหนก็ไม่ให้เข้ามาตลอดทางกินเวลาประมาณ 7 ชั่วโมงทีเดียว

การเดินทางยังไม่จบสิ้น ไปต่อยังเมืองคัชการ์

เป็นเวลาหนึ่งทุ่มที่การข้ามผ่านประเทศจากปากีสถานถึงจึนของเราเสร็จสิ้น และเราได้มายืนอยู่บนดินแดนของประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว แต่การเดินทางของเราวันนี้ยังไม่สิ้นสุด เมื่อออกจากอาคารมีรถตู้พร้อมคนขับรถชาวจีนมาคอยรอรับพวกเราเพื่อเดินทางกันต่อ เพราะเป้าหมายที่พักของเราวันนี้อยู่ที่เมืองคัชการ์ ที่อยู่ห่างจากเมืองทัชเคอร์กันนี้อีก 300 กม. คาดการณ์กันว่าต้องใช้เวลาเดินทางอีกประมาณ 6-7 ชั่วโมง แม้ถนนจะลาดยางอย่างดี แต่ถนนก็ลัดเลาะไปตามเทือกเขาซึ่งมีทางโค้งมากมาย การเดินทางตอนกลางคืนจะต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมากกว่าปกติ จึงต้องใช้เวลานานกว่ากลางวัน

เวลาเย็นค่ำ ท้องฟ้ามืดลงทุกที แต่เรายังต้องเดินทางต่อไป ฉันไม่มีอะไรให้คร่ำครวญนอกจากเดินทางต่อไปตามโปรแกรมที่ถูกวางไว้ พวกเราต่างลากกระเป๋าด้วยความอ่อนระโหยขึ้นรถตู้คันใหม่ที่รอรับ คนขับรถชาวจีนสีหน้าดูไม่ค่อยเป็นมิตร โวยวายกับอัลตาฟถึงความล่าช้าของพวกเรา รีบเร่งให้พวกเราทุกคนขึ้นรถเพื่อเดินทางต่อทันที แต่ท้องที่ร้องครวญครางของเรา ก็จำเป็นต้องประท้วงด้วยการขอให้คนขับพาเราไปหาอะไรทานก่อนจะออกเดินทางอีกยาวไกลหลายชั่วโมง เราจึงได้แวะทานบะหมี่ก่อนออกเดินทางที่ร้านอาหารในเมืองทัชเคอร์กัน

เสียงเซ่งแซ่ในร้านอาหารที่มีผู้คนมากมาย ฉันได้พบกับชาวจึนหน้าตาแปลกใหม่ ดวงตา สีผมคมเข้ม ผิวคล้ำผิดจากชาวจีนที่เคยรู้จัก พบเห็นมาก่อน พวกเขาเป็นชาวมุสลิม เชื้อชาติอุยกูร์ มีบางคนมานั่งทานบะหมี่ร่วมโต๊ะกับพวกเรา ฉันรู้สึกแปลกตากับการใช้ตะเกียบคีบบะหมี่ที่คล่องแคล่ว ซดน้ำโฮกๆ ถีงจะมีความง่วงและสะลึมสะลือแต่ฉันก็ได้ยินสำเนียงเสียงพูดของหลายคนสื่อสารกันด้วยภาษาจีนที่คุ้นหูอยู่บ้าง ฉันนั่งมองส่วนผสมของเชื้อชาติ วิถีชีวิต ใช่แล้ว มันเป็นรอยต่อของพื้นที่ รอยต่อของวิถีชีวิตคนก่อนจะเปลี่ยนผ่านจากชาวอุยกูร์ไปสู่คนจีนฮั่นทางฝั่งตะวันออก

รถตู้พาเราฝ่าความมืด นานๆจึงจะได้พบรถที่สวนไปมาระหว่างทาง ฉันนั่งมองออกไปนอกถนน แสงไฟทำให้พอจะมองเห็นทางโค้ง หุบเขาริมทาง ไม่เพียงแค่เราที่อยากล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ แต่คนขับชาวจีนหน้าตี๋ ตัวอ้วนใหญ่ก็คงเพลียจากการรอพวกเรา ท่าทางการขับรถที่น่าหวาดเสียว บางช่วงฉันรู้สึกว่าคนขับมีอาการหลับใน เมื่อเขาพยายามเอามือตีหน้าตัวเอง ระหว่างทางเรายังพบบางจุดกำลังซ่อมถนน มีรถเสียจนต้องปิดถนน เราต้องลงทางเบี่ยงริมทางที่ขอบถนนสูงขรุขระ บางช่วงเขาขับรถค่อนข้างเร็ว เบรครถแรงๆไปหลายครั้ง แม้เราจะพยายามบอกอัลตาฟให้ช่วยเตือน แต่ก็ไม่มีผลอะไรดีขึ้น สถานการณ์เช่นนั้นสิ่งเดียวที่ฉันทำได้ก็คือหลับตาลง ไม่รับรู้สิ่งใดให้ตื่นเต้นกังวลใจ และหลับไปในที่สุด

เราใช้เวลา 7 ชั่วโมงมาถึงคัชการ์ในเวลาตีสี่ของจีน แต่เป็นเวลาตีสองของปากีสถาน ก็ยังคงต้องวุ่นวายกันพักใหญ่เพื่อรอเจ้าของจัดที่พักให้กับพวกเราซึ่งมาถึงล่าช้ากว่าที่คาด แต่นั่นไม่เป็นปัญหาใหญ่เมื่อในที่สุดอีกไม่กี่นาทีเราจะได้เข้าพักนอนยืดแข้งขาบนเตียงสบายๆซักที ที่สำคัญที่สุดคือการเดินทางมาถึงอย่างปลอดภัยจากการขับรถที่น่ากลัวในยามค่ำคืนของคนขับรถ พวกเราได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้คนที่จะขับรถพาเราเที่ยว เดินทางในคัชการ์จะไม่ใช่ไอ้หนุ่มตี๋อ้วนขี้โมโหคนนี้อีกต่อไป

บันทึกการเดินทาง 4 กันยายน 2013

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.