Lunar Travel WorldA Legend of Travel

มาแล้ว มะละกา

หนังสือที่พาคุณท่องเที่ยวไปในเส้นทางเทรคลังตัง ประเทศเนปาล (Langtang Trekking)

เราก้าวเท้าลงจากรถบัส 2 ชั้น ซึ่งเราสามคนเหมาที่นั่งชั้นล่างที่ไม่มีใครเลือก เหตุเพราะผังที่นั่งมีที่นั่งเรียงติดกัน 3 ที่ เราจึงเลือกเพื่อจะได้นั่งด้วยกัน ทั้งๆที่สงสัยกับแผนที่นั่งของรถบัสตรงเคาน์เตอร์ขายตั๋ว ซึ่งให้เราเลือกและระบุที่นั่งเอง จากจอคอมพิวเตอร์ที่แสนทันสมัย มาถึงบางอ้อก็ตอนขึ้นรถว่าที่นั่ง 3 ที่ติดกัน ซึ่งแยกออกมาจากผังที่นั่งปกติมันคือชั้นล่างนี่เอง เป็นที่นั่งติดพื้นต่ำเตี้ยที่ฉันว่าคราวหน้าจะไม่เลือกนั่งข้างล่างแบบนี้อีกแน่ๆ ถ้าเลือกได้ โชคดีอย่างเดียวคือชั้นล่างที่นั่งมีแค่พวกเรา 3 คน ก็คงเพราะที่แบบนี้ไม่มีใครเค้านั่งกันละมั้งถ้าเลือกได้ เรานั่งตรงมาจากสนามบิน KLIA2 มาถึงมะละกาในราคา 35 ริงกิต ถึง Melaka Sentralในวันที่ท้องฟ้าหม่นมัว อากาศร้อนอบอ้าวเกินกว่าเมืองไทยเวลานี้มากมายนัก และมีอาการปวดหัวตุ๊บๆ หลังจากนั่งเครื่องบินแอร์เย็นมาแต่เช้าตรู่ จากนั้นก็นั่งรถบัสอีก 2 ชั่วโมงจนมาถึงที่นี่ ทุกอย่างค่อยคลี่คลายลงเมื่อแท็กซี่พาเรามาถึงโรงแรม Jonker Boutique Hotel ย่านถนนคนเดินของมะละกา   ที่พักสวยๆ ที่นอนสบายๆ ให้เราได้นอนยืดแข้ง ยืดขาซักพัก และรออากาศให้บรรเทาความร้อนลงซักนิดพวกเราจึงค่อยออกไปสำรวจเมืองกัน มะละกาเป็นเมืองไม่ใหญ่ จากที่พักของเราสามารถเดินสำรวจได้ทั่วเพียงแค่วันเดียว แต่ก็มีสถานที่แวะชมความน่ารักไปตลอดทาง ไม่ว่าจะเป็นวัดจีนเก่าแก่ มัสยิด ร้านขายของกิ๊บเก๋น่ารักที่ตกแต่งได้น่าเอ็นดูจนต้องแวะเข้าไปเยี่ยมชมถ่ายรูปหน้าร้าน โดยส่วนใหญ่เจ้าของร้านที่นี่ก็น่ารักและอนุญาติให้เราได้ถ่ายรูปแม้จะไม่ได้ใช้บริการจากร้านของเค้า โรงแรมแนะนำกับพวกเราให้ออกมาเดินตอนเย็นเพราะถนนเส้นนี้จะปิด มีร้านค้ามาตั้งแผงขายของเป็นถนนคนเดินในช่วงเย็น และห้ามรถเข้ามาวิ่งในบริเวณนี้ แต่มาถึงแล้วก็ต้องออกสำรวจเมือง และไปเดินชมโบสถ์แดงๆ แถวดัชท์สแควร์ พร้อมทั้งชมวิวเมืองจากบนป้อมบนเขากันซักนิด บ่ายแล้วแต่อากาศก็ยังร้อนได้ใจ พวกเราต้องพกร่มมากันแดดแทนกันฝนที่เตรียมมาเพราะจากการดูพยากรณ์อากาศว่ามีโอกาสจะเจอฝนในช่วงที่มาเที่ยวมะละกา  ระหว่างทางหวังจะได้เจอร้านกาแฟเปิดแอร์เย็นฉ่ำ แต่ก็ผิดคาด หาไม่ได้เลย เจอแต่ร้านค้าเก่ามีป้ายขายน้ำพร้าวไอติม แวะเข้าไปชิมอร่อยชื่นใจมากๆ

IMG_4348.JPG
มาถึงแล้วแวะไหว้พระที่วัดก่อนออกสำรวจเมือง
IMG_4349.JPG
แวะถ่ายรูป ชมเมืองไปตามทาง มีร้านค้าขายของเครื่องใช้ดูขลังและโบราณดี
IMG_4350.JPG
บางส่วนเปิดเป็นร้านน้ำชา พิพิธภัณฑ์ ร้านเสื้อผ้าตกแต่งเก๋ ดึงดูดให้เข้าไปชม ไปถ่ายรูป

ตึกแถวเก่าๆหลายห้องที่นี่ถูกดัดแปลงเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านขนม ร้านน้ำ ผสมไปกับร้านที่น่าจะเป็นร้านเก่าแก่ขายเสื้อผ้าทั้งชุดโสร่ง เสื้อผ้าโปร่งบางเบา เสื้อสวยๆเก๋ๆจากเนปาล ร้านขายของเครื่องใช้ประจำวัน และร้านขนมโบราณ สิ่งที่คล้ายกันคือ แม้อากาศจะร้อนอบอ้าว แต่แทบทุกห้องส่วนใหญ่จะไม่เปิดแอร์โหมกระหน่ำแบบที่เราคาดหวังจะได้เจอแล้วเข้าไปนั่งเย็นๆ ชิลล์ๆ คลายร้อน บ้านตึกแถวสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ริมทะเลที่มีลักษณะยาวลึกเข้าไปด้านใน ใช้วิธีการสร้างตามหลักให้อากาศได้ไหลเข้าออกตามธรรมชาติ เปิดแอร์น้อยตัวเพื่อคลายร้อนบ้าง แล้วใช้พัดลมเป็นตัวช่วยให้อากาศได้ไหลเย็นเอื่อยๆ แม้จะผิดหวังที่ไม่ได้นั่งตากแอร์แต่ก็รู้สึกว่าดีเหมือนกันที่คนเราคงไม่จำเป็นต้องเอาชนะกับธรรมชาติมากจนเกินไป เมื่อมาเที่ยวเมืองร้อนก็ต้องร้อนบ้าง ไม่ใช่สุดท้ายหนีไปนั่งในห้องแอร์ จิบกาแฟ จนจำไม่ได้ว่าตอนนี้ตัวเองมาอยู่ที่ไหนเพราะมันเหมือนกันไปหมด

IMG_4351.JPG
Dutch Square

เราเดินมาเรื่อยจนมาถึงจตุรัสเล็กซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองมะละกา Dutch Square ‘อ้าว เล็กแค่นี้เองเหรอ โดยเฉพาะหอนาฬิกาตรงหน้า ก็อย่างว่านะมันแค่ 3 ชั้น’ อีกครั้งที่ตอกย้ำว่าบางทีรูปถ่ายที่เราดูเพียงอย่างเดียว มันสู้มาเห็นของจริงไม่ได้ เพราะโบสถ์ตึกอาคารตรงนี้เล็กกว่าที่ฉันจินตนาการไว้พอควร ก็สมกับขนาดของเมือง และแบบที่หลายคนพูดไว้ว่ามะละกาเป็นเมืองน่ารัก บริเวณนี้มีรถสามล้อถีบซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเมืองรอคอยให้บริการนักท่องเที่ยว ตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรพิศดาร ด้วยลายคิตตี้ โดราเอมอน คงเพื่อเอาใจนักท่องเที่ยวให้รู้สึกน่ารักแปลกใหม่ จนอยากจะไปนั่ง แต่พวกเราก็เลยผ่านไปได้เพียงแค่แอบถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก แล้วเดินต่อขึ้นไปด้านบน ซึ่งเป็นที่ตั้งของป้อมเอฟาโมซา (A’ Famosa) และโบสถ์ St.Paul จากบนนี้สามารถชมวิวของเมืองมะละกาได้โดยรอบ

ตกเย็นมะละกาเริ่มคึกคักขึ้นเมื่อมีแผงร้านขายของมาตั้งร้านริมถนนที่เราเดินผ่านมาช่วงบ่าย รวมทั้งนักท่องเที่ยว คนในเมืองก็ออกมาเดินเล่นให้เห็นว่าที่นี่ไม่ได้เงียบเหงาอย่างที่เราคิดในช่วงบ่าย ส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารทานเล่น ร้านขายของ ไปจนสุดถนนใกล้ๆที่พักของเราก็เป็นโรงร้องเพลงสำหรับอากง อาม่า มีคนมานั่งชมเต็มอยู่เหมือนกันส่วนใหญ่ก็เป็นคนท้องถิ่นมานั่งเชียร์ นั่งชม และที่พบปะพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งไม่ได้ปรุงแต่งขึ้นมาเพื่อนักท่องเที่ยวจนเกินงาม สีสันในยามเย็นย่ำค่ำที่นี่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสำหรับการมาเที่ยวมะละกาที่พลาดไม่ได้ ดังนั้นหากใครคิดจะมามะละกาก็น่าจะสละเวลาค้างซัก 1 คืนเป็นอย่างน้อย จึงจะถือว่าได้มาเห็นมะละกาและชีวิตของผู้คนในชุมชมในทุกช่วงเวลาจริงๆ

IMG_4355.JPG
ถนนคนเดินยามเย็นย่ำค่ำที่ Jonker street
IMG_4352.JPG
จ็อกกิ้งยามเช้า อีกหนึ่งแบบที่ทำให้เห็นมะละกาที่ไกลออกไปในเวลาที่เงียบสงบ รถรายังไม่ขวักไขว่

หากมาถึงมะละกา ดินแดนที่มีส่วนผสมหลายเชื้อชาติตามประวัติศาสตร์ซึ่งมีทั้งชาวจีน มลายู อินเดียและยังได้มรดกทางวัฒนธรรมจากโปรตุเกส ฮอลันดาและอังกฤษ อาหารและขนมน่าจะเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมต่างๆได้ดีนอกเหนือจากตึกอาคารที่สไตล์และสีสันจนเป็นที่เลื่องลือ เราแวะทานอาหารแนะนำที่ได้รับการบอกกล่าวเท่าที่เวลาจะเอื้ออำนวยและขอยกนิ้วให้จริงๆกับความอร่อยทั้งติ่มซำ, rice ball, อาหารจีนสไตล์ชิโน-โปรตุกีส,ลอดช่อง  แต่ที่ประหลาดใจที่สุดและไม่ไหวเห็นจะเป็นอะไรๆ ของที่นี่ก็พยายามจะเอาไปผสมกับทุเรียนซะทุกอย่างโดยเฉพาะฉันและเพื่อนๆ ต่างก็เป็นคนที่ไม่ชอบกลิ่นทุเรียนและไม่ทานทุเรียนกันเลย ก่อนจะสั่งจะทานอะไรต้องถามเค้าก่อนว่าใส่ทุเรียนรึป่าวแทบทุกครั้งไป 555 ที่นี่มีกระทั่ง กาแฟทุเรียน แอร๊ย มันไม่น่าเข้ากันเลยเนอะ ว่ามั๊ย

IMG_4357-0.JPG
หลากหลายอาหารที่มะละกา เรื่องอาหารการกินที่นี่ไม่เป็นรองใครแน่นอน แนะนำติ่มซำตอนเช้าอร่อยมากๆ
IMG_4356-0.JPG
ก่อนกลับยังหาร้านกาแฟ ร้านขนม และถ่ายรูปกันไม่หยุดยั้ง เมืองเล็กๆของมะละกาเหมาะกับวันสบายๆ ไม่เร่งรีบ ก่อนจะไปลงแข่งขัน KL Marathon กันวันถัดไป

IMG_4360.JPG

ช่วงบ่ายเราร่ำลาจากมะละกาที่ยังคงอากาศร้อนอบอ้าวคงเส้นคงวาในช่วง 2 วันที่เราอยู่ที่นี่ เพื่อเดินทางสู่กัวลาลัมเปอร์ไปทำภาระกิจหลักที่ทำให้เราเดินทางมาถึงมาเลเซียในสุดสัปดาห์นี้คือเข้าร่วมงานวิ่ง KL Marathon ที่กัวลาลัมเปอร์

จาก Melaka Sentral เรานั่งรถบัสกลับไปลงที่ TBS (Terminal Bersepadu Selatan) ค่ารถ 12 ริงกิต ถูกกว่านั่งมาจากสนามบินตั้ง 3เท่า จาก TBS ซึ่งเป็นสถานีขนส่งที่ใหญ่และทันสมัยมากเป็นศูนย์รวมซึ่งสามารถเดินทางไปสนามบิน เข้าเมือง ด้วยรถไฟฟ้าที่เป็นเครือข่ายวิ่งไปทั่วกัวลาลัมเปอร์ สำหรับคนไทยอย่างฉันเห็นที่นี่เข้าแล้วนึกท้อใจแทนเมืองไทยที่ยังไม่สามารถจัดการระบบการเดินทางแบบนี้ได้เรียบร้อยเข้าที่เข้าทางซะที รถไฟฟ้าบ้านเรากว่าจะมาถึงก็แก้แบบแล้วแก้แบบอีก ประมูลแล้วประมูลอีก กว่าจะได้ครบทุกสีทุกสายคงใช้เวลาอีกเป็น 10 ปี ไม่ต้องพูดถึงการเชื่อมโยงใยให้การใช้บริการมีความสะดวกแบบที่กัวลาลัมเปอร์ เพราะหลังจากเข้าเมืองไป ฉันพบว่ากัวลาลัมเปอร์ไม่ใช่คู่แข่งของกรุงเทพซะแล้ว และเป็นคู่แข่งที่เกือบจะเท่าเทียบกับสิงคโปร์ไปด้วยซ้ำ หรือกรุงเทพของเราจะวาง position ตัวเองเป็นเมือง indy exotic ที่ไม่เหมือนใครในแถบนี้นะ

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: