ตอนที่ 1 : ถนน-เส้นทางเปลี่ยนชีวิต

 2 เมษายน 2017

นั่งรถจาก Kathmandu (1350 ม.) – Daraphani (1860 ม.)

พวกเรานั่งรถตู้จากกาฐมาณฑุเมืองหลวงในหุบเขา มุ่งหน้าออกสู่หมู่บ้านเบซิ ซาฮาร์ (Besi Sahar) จากนั้นเปลี่ยนมานั่งรถจี๊ปคันบึกบึนเพื่อลุยไปบนถนนเลาะริมผาบนเส้นทางขรุขระเต็มไปด้วยหลุมบ่อสู่หมู่บ้านดาราปานี (Dharapani) อันเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางเทรคกิ้งแบบที่ลำไส้ และอวัยวะทุกส่วนในร่างกายแทบลงมากองรวมกันแล้วกระเด็นออกมาอยู่ข้างนอก

—-

การจราจรในเมืองหลวงกาฐมาณฑุระงมไปด้วยเสียงแตรดังลั่น รถตู้ลัดเลาะออกจากหุบเขาขึ้นมาทางเหนือของเมืองซึ่งการจราจรคับคั่ง แต่โชคดีที่พอพ้นเขตเมืองการจราจรเส้นทางขาออกนี้ค่อนข้างเบาบางกว่าขาเข้าเมือง ที่จริงอากาศของกาฐมาณฑุต้นเดือนเมษายนนี้นับว่าเย็นสบาย แต่ฝุ่นควันจากท่อไอเสียของการจราจรรวมกับความสกปรกจากฝุ่นตามพื้นถนนทำให้อากาศของเมืองไม่น่าอยู่เอาเลย

ระหว่างทางฉันเห็นชาวบ้านปลูกผักได้ผลผลิตลูกใหญ่ๆ แล้วอดนึกถึงแปลงผักของตัวเองที่บ้านไม่ได้ ปลายปีที่แล้วฉันจัดการถางที่แปลงเล็กๆ ข้างบ้านที่ปล่อยทิ้งไว้ให้ป่าหญ้าขึ้นรถมานานหลายปี แล้วจัดผังแบ่งแปลงลองซื้อเมล็ดพันธ์มาลองปลูกผักหลากหลายชนิด ผลผลิตลงแปลงครั้งแรกออกดอกผลเมื่อต้นปีน่าชื่นใจ ทานไม่หมด แล้วยังได้แบ่งมาใส่ถุงวางขายหน้าบ้าน แต่ลงแปลงครั้งที่สองมาเจออากาศร้อนจัดทั้งเพิ่มปุ๋ย หมั่นรดน้ำ ผักก็ยังสลดไม่งดงามแบบครั้งแรก มือใหม่อย่างฉันทั้งเปิดตำราศึกษา และ ถามผู้รู้ ว่ากันว่าอากาศบ้านเรามันร้อนมาก ผักปลูกหน้าร้อนต้องทำใจ ฉันก็เลยทำใจด้วยการออกมาเที่ยวซะเลย ตอนนี้พอได้เห็นผักที่ไหนเป็นต้องตื่นเต้นกว่าทุกครั้ง เห็นแปลงผักระหว่างนั่งรถผ่านกอใหญ่ เขียวสด ดูกรอบแล้วนึกอิจฉา อยากให้เมืองไทยอากาศดีดีแบบนี้บ้าง แต่คงจะยากเพราะภูมิประเทศของเราต่างกัน

กาฐมาณฑุ เป็นเมืองหลวงของเนปาล อยู่ในละติจูดสูงที่อากาศเย็นกว่า และแม้จะอยู่ในหุบเขาแต่ก็เป็นหุบเขาที่สูงถึง 1300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ขณะที่เมืองไทยของเรามันแค่ระดับน้ำทะเลเท่ากับ 0

วิวสองข้างทางเปิดโล่งมากขึ้นเมื่อรถตู้พาเราออกไปไกลจากตัวเมือง ทิวเขาเขียวชื่นตาชื่นใจ แต่มือสองข้างของฉันยังต้องควานหาที่จับ นั่งตัวเกร็งไปกับความหวาดเสียวของเส้นทางที่เป็นหลุมบ่อ และอีกฝั่งถนนข้างฉันเป็นหุบเหวสูงชัน รถตู้จอดแวะพักให้ทานน้ำชา เข้าห้องน้ำระหว่างทาง และไปถึงหมู่บ้านเบซิ ซาฮาร์ (Besi Sahar) ตอนบ่าย ซึ่งเราต้องเปลี่ยนจากรถตู้เป็นรถจี๊ปกันที่เมืองนี้

หมู่บ้านเบซิซาฮาร์ (Besi Sahar) ถือเป็นจุดเริ่มเส้นทางการเดินเทรคของเส้นทางวนรอบเทือกเขาอันนาปุรณะ (Annapurna Circuit) ซึ่งเส้นทางนี้เปิดให้เดินเทรคมาตั้งแต่ประมาณปี 1977 หลังรัฐบาลเนปาลสามารถยุติปัญหากับกลุ่มกองโจร Khampa จากทิเบตซึ่งเข้ามาตั้งฐานที่มั่นในเขตเนปาล แรกเริ่มเส้นทางนี้จะมีจุดเริ่มต้นที่เมืองดุมเร (Dhumre) และไปสิ้นสุดที่เมืองโพครา (Pokhara) ใช้เวลาเดินเทรครวมประมาณ 23 วัน

แต่นอกจากการเปิดเส้นทางเทรคแล้ว รัฐบาลเนปาลยังก่อสร้างเส้นทางถนนทั้งจากทางฝั่งเมืองดุมเร และฝั่งเมืองโพครา ทำให้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดทางเทรคขยับจากจากเมืองดุมเร มาเริ่มต้นที่หมู่บ้านเบซิ ซาฮาร์แทน ส่วนปลายทางขยับจากโพคราไปสิ้นสุดที่เมืองจอมสม (Jomsom) แทน

สำหรับเส้นทางขาไปยังจุดเริ่มต้นตอนนี้ถนนตัดขึ้นไปบนภูเขาผ่านแม่น้ำมาร์แซงดิ (Marsyangdi) จนถึงเมืองมานัง (Manang) แล้ว แต่ยังมีบางคนที่เริ่มตั้งต้นเส้นทางเทรคที่เมืองเบซิ ซาฮาร์ ส่วนกลุ่มของฉันเลือกนั่งรถต่อไปจนถึงหมู่บ้านดาราปานี (Daraphani) เพื่อเริ่มออกเดินเทรคกันที่นั่น ระหว่างทางได้เห็นนักท่องเที่ยวเดินเทรค บ้างประปราย และแทบทุกคนจะหันมามองค้อนเราวงใหญ่ หลังจากได้ยินเสียงแตรไล่หลังจากรถของพวกเรา

ขณะที่พวกเราก็ไม่ได้สบายกันนักกับการนั่งรถเพราะความขรุขระ กระเด้งกระดอนของเส้นทาง ซึ่งบางจุดก็ดูไม่น่าเป็นไปได้ว่าจะเป็นทางถนนให้รถวิ่ง บางช่วงแคบมากก็ยังมีรถสวนมา หากจังหวะรถของเราอยู่มุมในก็ค่อยยังชั่ว แต่ถ้าอยู่มุมนอกริมหน้าผาสูงชันน่ากลัวว่ารถจะร่วงตกเขาลงไป ฉันต้องหลับตาแล้วทำใจกับสิ่งจะเกิด แต่คนขับรถผู้เชี่ยวชาญเส้นทางก็พาเราผ่านพ้นไปได้ทุกโค้ง บางช่วงพื้นถนนมีแต่ไม้และหินก้อนใหญ่ ไม่มีวี่แววของสภาพถนนที่ตัดใหม่ ที่บอกว่ามีถนนตัดขึ้นมาสู่ภูเขาแล้ว ก็คงจะเป็นแค่เส้นทางเดินของคนและฝูงสัตว์ดั้งเดิมซึ่งใช้กันมาแต่อดีตหลายสิบปี ทางการคงแค่ประกาศว่า

“ใช้เป็นถนนได้แล้ว” ง่ายๆ แค่นี้มั้ง สำหรับเส้นทางถนนบนภูเขาสูงในเนปาล จากนั้นถนนก็เกิดขึ้น

ช่วงหนึ่งที่ฉันรู้สึกแย่มาก เมื่อเห็นเด็กสาวนั่งอยู่หน้าบ้าน แล้วต้องเอามืออุดหูเพราะเสียงบีบแตรลั่นของรถหลายคันที่วิ่งผ่านตลอดเส้นทางในหมู่บ้าน

การเดินทางด้วยรถนำความสะดวกมาให้ทั้งผู้มาเยือนและชาวบ้านท้องถิ่นแต่ก็นำสิ่งที่รบกวนเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ธรรมชาติ ทิวทัศน์ และมลภาวะเข้ามาด้วยเช่นกัน เส้นทางรถทำให้หลายคนรวมทั้งฉันผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านไปโดยไม่ได้สัมผัส หรือเข้ามาใช้บริการที่พัก ร้านอาหาร ซื้อของจากหลายหมู่บ้าน ซึ่งเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวมาในช่วงหลายสิบปีก่อนหน้านี้

ด้วยความสะดวกสบาย และไม่ได้โลกสวย ฉันไม่ตัดสินว่าการมีถนนตัดเข้ามาสู่ภูเขา บุกรุกป่า นั้นมีส่วนทำให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเปลี่ยนไปจนน่าเสียดาย เพราะความเจริญและความเปลี่ยนแปลงนั้น ที่จริงแล้วถูกเลือกเพื่อคนท้องที่ ท้องถิ่นมากกว่า หากพวกเขาเลือกแล้วว่าเหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่ที่นั่น เราผู้มาเยือนก็เดินทาง และยืนมองสถานที่ที่เราไปด้วยสายตาของความเป็นปัจจุบัน เก็บเรื่องราววันนี้ที่อนาคตอาจจะเปลี่ยนไปอีก เพื่อเป็นความทรงจำ และเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังได้อ่านและฟัง

ทุกคนต่างมีสิทธิที่จะมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางโลกที่หมุนเปลี่ยนไปทุกวัน

เราใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง รถจี๊ปก็พาเรามาถึงหมู่บ้านดาราปานีเกือบห้าโมงเย็น ที่พักคืนนี้สวยมากอยู่ริมแม่น้ำ และที่สำคัญมีห้องน้ำในตัวให้เราได้อาบน้ำอุ่นสบายก่อนนอน ​

ตอนที่แล้ว | ตอนต่อไป

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.