• Menu
  • Menu

ขึ้นเขา Mt.Nebo รู้จักกับโมเสส

++ Pre Order หนังสือเล่มแรกของ Lunar Travel World ++

: ทิวเขาสลับซับซ้อนจากยอดเขา Mt.Nebo

จากเมืองไทยเมื่อคืนตอนเที่ยงคืนนิดๆ เวลานี้เกือบตีห้า ที่จอร์แดน สายการบินรอยัลจอร์ดาเนี่ยน ก็พาฉันมายืนหนาวสั่นที่สนามบินควีนอเลีย (Queen Aila) ตามชื่อของมเหสีองค์ที่ 3 ของกษัตริย์ฮุสเซ็นแห่งจอร์แดน เป็นสนามบินที่ใหญ่ที่สุดของจอร์แดน ฉันผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเร็วฉิว เพราะไม่ต้องไปต่อคิวทำวีซ่า ซึี่งจอร์แดนนักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถมาทำ visa on arrival ได้เมื่อมาถึงสนามบิน แต่ของฉันและเพื่อนเราทำมาเรียบร้อยกันแล้วจากเมืองไทย เที่ยวบินนี้มีนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยอีก 2-3 กลุ่มบ้างก็มากับทัวร์ บ้างก็มาเที่ยวเองเหมือนกับฉันและเพื่อนๆ

เรานัดให้โรงแรมมาเรียม (Mariam Hotel) จัดรถมารับเราที่สนามบินเพื่อไปส่งยังโรงแรมมาเรียมที่มเมืองมาดาบาตอนตีห้าครึ่ง แต่เพราะเครื่องมาถึงเร็วกว่ากำหนดเล็กน้อย ฉันจึงต้องมารอรถซักพัก ระหว่างรอมีบรรดาแท็กซี่หลายคนมายืนรอเรียกผู้โดยสาร เหมือนสนามบินทั่วๆไป แต่ความประทับใจแรกกับจอร์แดนก็เร่ิมขึ้นเมื่อฉันและเพื่อนๆ ต่างก็รู้สึกว่าไม่ได้ถูกรุกเร้ามากจนเกินเหตุ เมื่อเราบอกว่านัดรถมารับแล้ว ก็ปล่อยให้พวกเรานั่งรอกันตามสบายไม่คะยั้นคะยอ เร่งเร้า หรือพยายามให้เราเปลี่ยนใจไปกับเค้าแทน สนามบินแม้ไม่ใหญ่โตแต่ก็สะอาดพอควร

ซักพักคนขับรถของเราก็มาถึง และคงเห็นว่าเช้ามาก เลยพาเราไปกินขนมปังอร่อยๆ ที่ทำกันใหม่ๆสดๆ รสชาติกรอบอร่อยทีเดียว ระหว่างทางที่ไปส่งเราที่โรงแรม แถมยังดูแลอย่างดีด้วยชา กาแฟจากร้านข้างทางอีกร้าน ก่อนจะไปส่งเราขึ้นไปเที่ยวที่ mt.Nebo กาแฟของที่นี่จะมีกลิ่นและรสชาติเครื่องเทศแรงมาก เวลาชงถ้าจะเอาแบบหวาน ก็จะเอาน้ำตาลใส่ไปในน้ำร้อน แล้วใส่ในแก้วที่มีผงกาแฟรออยู่ แล้วคนให้เข้ากัน ปล่อยให้ผงกาแฟนอนก้น ดังนั้นเวลาทานต้องระวังจะดื่มเอากากกาแฟเข้าไปด้วย

+ Mt. Nebo

เช้าวันแรกของเราที่จอร์แดนอากาศเย็น ลมแรงยิ่งทำให้หนาวสั่น ฉันเป็นกลุ่มแรกเลยที่ขึ้นไปบน Mt. Nebo ประมาณว่าไปช่วยเค้าเปิดประตูกันทีเดียว เราถ่ายรูปวิวบนเขา และเริ่มทำความรู้จักกับจอร์แดน เล็กน้อยจากคนขับรถที่เราให้ฟัง พร้อมข้อมูลจากป้ายท่องเที่ยวอีกนิดหน่อยประวัติของจอร์แดนตั้งแต่มาดาบา (อยู่ห่างจากอัมมันเมืองหลวงของจอร์แดนประมาณ 30 กม.) ลงมาจนถึงทะเลแดง มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเดินทางของโมเสสอยู่มาก ในขณะที่โมเสสพาประชาชนชาวยิวหนีจากอียิปต์เพื่อไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญาที่พระเจ้าสัญญาว่าจะมอบให้กับชาวยิว โมเสสพาผู้คนหลงวนเวียนอยู่นานถึง 40 ปีกว่าจะพาผู้คนไปถึงดินแดนที่ว่า และสุดท้ายเองโมเสสก็ไม่ได้ไปยังดินแดนนั้นเพราะตายเสียก่อนเมื่ออายุประมาณ 120 ปี สาเหตุที่โมเสสไม่ได้เข้าไปยังดินแดนพันธสัญญาเพราะโมเสสขัดคำสั่งของพระเจ้า เมื่อโมเสสพาผู้คนผ่านไปยังดินแดนแห้งแล้ง ซึ่งแล้งแค้นจนไม่มีน้ำดื่ม พระเจ้าได้สั่งให้โมเสสไปบอกกับหินให้น้ำไหลออกมา แต่โมเสสคงเห็นว่าแปลกจะไปสั่งหินได้อย่างไร จึงเอาไม้เท้าเคาะหิน หินจึงแตกและมีน้ำไหลออกมาจากหินก้อนนั้น พระเจ้าจึงโกรธที่โมเสสขัดคำสั่งไม่ยอมบอกกับหิน ด้วยเหตุนี้โมเสสก็เลยถูกลงโทษไม่ได้เข้าไปยังดินแดนพันธสัญญา การที่โมเสสใช้เวลาอ้อมไปมาในดินแดนแห่งนี้ถึง 40 ปี เป็นการใช้เวลาที่นานมาก แต่เพราะต้องนำพาผู้คนมากมาย ต่อสู้กับปัญหา และชนพื้นเมืองตามเส้นทาง ประกอบกับเส้นทางแห้งแล้ง เป็นเนินเขาสูงต่ำ สลับวกวนจึงนับเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอควรสำหรับคนสมัยนั้น (เพราะแม้แต่เรา 4 คนเองจะเข้าไปยังลำบากเลย 555 แต่หวังว่าจะไม่ใช้เวลาถึง 40 ปีเช่นโมเสส)

จากจุดนี้สามารถชมวิวไปได้ไกลถึงฝั่งอิสราเอล (ดินแดนพันธสัญญา)

Mt.Nebo มีความสูง 817 เมตร จากระดับน้ำทะเล ที่แห่งนี้เป็นสถานที่สุดท้ายของโมเสส ก่อนจะชี้ทางให้ผู้สืบทอดนำพาผู้คนไปยังดินแดนพันธสัญญา ในประเทศอิสราเอลปัจจุบัน บนยอดเขาในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใส เราจะสามารถมองเห็นภาพมุมกว้างของดินแดนพันธสัญญา ไปทางเหนือตั้งแต่แม่น้ำจอร์แดนไปจนถึงกรุงเยรูซาเลม ใกล้ๆกันเป็นอนุสรณ์ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของโมเสส ตั้งแต่ตระหง่านอยู่และเชื่อกันว่าใกล้ๆกันนั้นเป็นที่ฝังศพของโมเสส ที่เสียชีวิตบนยอดเขาNeboแห่งนี้ แต่จนปัจจุบันนี้ยังไม่มีการค้นพบศพของโมเสส

: หินสี Mosaic ทำขึ้นเป็นลวดลายต่างๆ

ในขณะที่เราไปเที่ยวโบสถ์เก่าซึ่งสร้างในยุคไบแซนไทน์กำลังปิดปรับปรุง จึงได้มีการย้ายบางส่วนออกมาโชว์ในเต้นท์ด้านข้าง ซึ่งทำให้เห็นศิลปะของยุคนั้นมีการทำภาพต่างๆออกมาเป็นแบบโมเสค ซึ่งใช้หินสีแผ่นเล็กๆ แปะลงไปบนลวดลายซึ่งวาดร่างบนแผ่นผ้า โดยเอาด้านสวยๆแปะทับลงไปด้านล่าง จากนั้นเอาซีเมนต์ฉาบทับให้เรียบ พอแห้งแล้วก็ลอกแผ่นผ้าออก

Mt.Nebo นอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญของชาวยิว ยังถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคริสตศาสนาอีกด้วย จึงยังเคยเป็นสถานที่มาเยือนของสันตะปาปา ของศาสนาคริสต์ โดยสันตะปาปาจอห์นปอลที่ 2 ได้มาแวะพำนักที่นี่ระหว่างการเดินทางไปเยือนดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และได้ปลูกต้นมะกอก สัญญลักษณ์ของสันติภาพไว้ข้างๆโบสถ์ไบแซนไทน์

+ ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของโมเสส (The serpentine cross sculpture)

: ไม้เท้าศักดิ์สิทธิ์ของโมเสส

สัญญลักษณ์นี้คงคุ้นตาหลายคน (แต่ไม่ใช่เราแน่ เพราะไม่เคยสังเกตุเล้ย เพิ่งรู้สดๆร้อนๆเลย) โดยเฉพาะเภสัชกรทั้งหลายเพราะถูกนำมาใช้เป็นสัญญลักษณ์ในด้านที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยา ไม้เท้าของโมเสสนั้นหากโยนลงพื้นจะกลายเป็นงู ในครั้งหนึ่งที่โมเสสนำพาผู้คนไปยังดินแดนพันธสัญญา(Holy Land) เวลาผ่านไปเนิ่นนานผู้คนเริ่มแตกกลุ่ม หมดศรัทธา ตั้งคำถามและไม่เชื่อมั่นในตัวผู้นำ พระเจ้าจึงบันดาลให้เกิดโรคระบาดขึ้น ผู้คนต่างบาดเจ็บล้มตาย จึงได้มาขอให้โมเสสช่วยเหลือ โมเสสจึงได้มาขอร้องต่อพระเจ้าเพื่อให้ช่วยเหลือ และให้อภัยต่อผู้คิดผิดทั้งหลาย พระเจ้าจึงได้บอกให้โมเสส ยกไม้เท้าขึ้น และให้ชาวยิวที่ติดตามได้จ้องมองไปยังไม้เท้านั้น หากผู้ที่เชื่อมั่น และศรัทธาต่อพระเจ้าจะหายจากโรคร้าย ผู้ที่ไม่เชื่อจะต้องตายไป ดังนั้นไม้เท้าของโมเสสจึงเป็นเหมือนสัญญลักษณ์แห่งการรักษาโรค รูปงูพันไม้เท้าที่เป็นอนุสรณ์เป็นงานออกแบบของชาวอิตาลี จีโอวานนี ฟานโตนี่

จำหน่ายอุปกรณ์แค้มป์ปิ้ง เดินเขา เดินป่า ทุกชนิด

ขายอุปกรณ์ outdoor สำหรับท่องเที่ยว เดินป่า เดินเขา

niimph

ฉันชื่อ”นิ่ม” ฉันรักการเดินทางท่องเที่ยว และใช้เวลาในวันหยุด หรือวันว่างเพื่อการเดินทางอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้ท่องเที่ยวกว่า 30 ประเทศ ในช่วงเวลาการเดินทางกว่า 15 ปี จึงได้จัดทำบล็อกสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ทั้งแนววัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ไปจนถึงการผจญภัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และนำเสนอเคล็ดลับที่มีประโยชน์ให้ทุกคนได้ออกไปใช้ชีวิตตามที่ต้องการ

View stories

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: